การปลูก ปอเทือง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crotalaria juncea
ลักษณะทั่วไป ขนาดลำต้นสูง 150 - 170 ซม.ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามาก ดอกสีเหลือง
จะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 45-50 วัน สามารถขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน มีการ
ระบายน้ำดี ชอบอากาศร้อนช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมในฤดูฝนควรปลูกปลายฤดูฝน
เพื่อให้ปอเทืองแก่พร้อมกันในฤดูแล้ง
วิธีการปลูก ปลูกโรยเป็นแถว ระหว่างแถว 80-100 ซม.หรือปลูกเป็นหลุมใช้ระยะปลูก
50x100 หลุมละ 1-3 ต้น
อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก การปลูกแบบหว่านเพื่อไถกลบใช้เมล็ดประมาณ 3-5 กิโลกรัมต่อไร่
ปลูกเป็นหลุมใช้เมล็ด 2-4 กิโลกรัมต่อไร่
การดูแลรักษา จะทำการถอนเพื่อจัดระยะปลูกเมื่ออายุ 2-3 สัปดาห์ ต้องพรวนดินกลบโคน
และกำจัดวัชพืช ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 ถึง 30 กิโลกรัมต่อไร่ พ่นยา
กำจัดเชื้อรา และแมลงศัตรูพืช อาจมีการพ่นปุ๋ยทางใบ และสารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืชในช่วงออกดอกติดฝัก เช่นปุ๋ย 10-52-17 และ NAA
ความเข้มข้นประมาณ 100-200 ppm. อาจจะเพิ่มผลผลิตถึง 150-200 กิโลกรัมต่อไร่
ในระยะเก็บเกี่ยว หากมีฝนซึ่งมักจะตกในช่วงระหว่างฤดูหนาวกับฤดูแล้ง
ทำให้ฝักปอเทืองขึ้นรา ดังนั้นจึงควรเก็บให้ทันอย่าให้ถูกฝน
การใช้ประโยชน์ - เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ควรทำการไถกลบในช่วงเวลาออกดอกหรือก่อนออกดอกเล็กน้อย ที่อายุประมาณ 50 วัน
ให้น้ำหนักสดประมาณ 1.5- 5 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่
- เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ อายุ 120 - 150 วัน ผลผลิตโดยทั่วไป 80 กิโลกรัมต่อไร่ หากความชื้นในดินสูงอาจใช้เวลา 150 - 180 วัน
เปลือกของฝักจะเป็นสีเทา นำมาตากแดด 3- 4 วัน กระเทาะเอาเมล็ดเก็บไว้
- ใช้ในระบบการปลูกพืชหมุนเวียน และระบบการปลูกพืชแซม
- ใช้ลำต้นของปอเทืองเป็นอุตสาหกรรมทำเยื่อกระดาษ ทำให้เพิ่มรายได้ให้แก่กสิกรอีกทางหนึ่งด้วย
ปริมาณธาตุอาหารที่ได้ หลังจากไถกลบแล้ว 45 วัน ก็จะสลายตัวสมบูรณ์ หลังจากนั้นก็ปลูกพืชหลักตามได้
ปอเทืองจะมีเปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจน,ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมคือ 1.98 , 0.30 และ 2.41 ตามลำดับ
การปลูกปอเทือง
ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะเป็นไม้พุ่มความสูง 100 – 300 เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง ฝักเป็นรูปทรงกระบอก เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล ความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร มี 10 -20 เมล็ด / ฝัก
การเตรียมดินและการปลูก มี 2 วิธี
1. ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน
1.1 ก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1 – 2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว
1.2 หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดปอเทืองหว่าน ตามร่องรถเกี่ยวข้าว หรือกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น
2. ปลูกโดยการเตรียมดิน
ใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้ ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี
การดูแลรักษา
หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ 3 – 5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน ไม่ต้องให้น้ำ เมื่ออายุ 50 – 60 วัน
ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 120 – 130 วัน ศัตรูที่สำคัญได้แก่หนอนผีเสื้อจะเจาะฝักกินเมล็ดข้างใน
การเก็บเกี่ยวผลผลิต มี 2 วิธี
1. ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งเจ้าของรถเกี่ยวคือ ลำต้นจะมีความแข็งเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรสำหรับเกษตรกรผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน
2.ใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3 – 4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย ผลผลิตเฉลี่ย 80 - 120 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาเฉลี่ย 20 – 25 บาทต่อกิโลกรัม จำหน่ายให้สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครราสีมาและเกษตรกร
ทั่วไป
สรุป
การปลูกปอเทืองเพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกพืชหลัก แต่การปลูกปอเทือง ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน ธันวาคม เหมาะสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์เพราะจะได้เมล็ดที่มีคุณภาพ หลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือน มีนาคม ไถกลบต้นตอ
จากการยืนยันของเกษตรกร นายสำรวย โมรานอก ในการปลูก ปีที่ 1 – 2 การเจริญเติบโตไม่ดีนัก หลังจาก 5 ปี ปอเทืองจะเจริญสมบูรณ์ และข้าวที่ปลูกไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ดังนั้นนอกจากจะเป็นพืชบำรุงดินแล้วยังมีรายได้เสริม 2,000 – 3,000 บาท/ไร่
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปุ๋ย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปุ๋ย แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556
ปุ๋ยมูลค้างคาว
ปุ๋ยมูลค้างคาว
ในอดีตนั้นมูลค้างคาวเป็นวัตถุดิบในการทำดินประสิว จึงเป็นยุทธปัจจัย ที่ในสมัยอยุธยาเป็นสินค้าควบคุม และเป็นของต้องห้ามสำหรับราษฎรสามัญชน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ศาสตร์แห่งการทำดินปืนจากมูลค้างคาวได้สูญสลายไปเสียแล้ว เมื่อเกิดการกลืนกินของวิทยาศาสตร์จากตะวันตก มูลของมูลค้างคาวนั้นประกอบไปด้วย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในปริมาณที่สูงกว่ามูลของสัตว์ชนิดอื่น จึงเป็นที่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในดินและผลิตเป็นปุ๋ย ที่ใช้ในเกษตรกรรม
ในอดีตนั้นมูลค้างคาวเป็นวัตถุดิบในการทำดินประสิว จึงเป็นยุทธปัจจัย ที่ในสมัยอยุธยาเป็นสินค้าควบคุม และเป็นของต้องห้ามสำหรับราษฎรสามัญชน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ศาสตร์แห่งการทำดินปืนจากมูลค้างคาวได้สูญสลายไปเสียแล้ว เมื่อเกิดการกลืนกินของวิทยาศาสตร์จากตะวันตก มูลของมูลค้างคาวนั้นประกอบไปด้วย ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในปริมาณที่สูงกว่ามูลของสัตว์ชนิดอื่น จึงเป็นที่นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในดินและผลิตเป็นปุ๋ย ที่ใช้ในเกษตรกรรม
วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตราที่ 30-33
พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ. 2518 มาตราที่ 30-33
หมวด 4 การควบคุมปุ๋ยเคมี
มาตรา 30 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต ขาย มีไว้เพื่อขาย หรือนำหรือ สั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งปุ๋ยเคมี ต่อไปนี้
(1) ปุ๋ยเคมีปลอม
(2) ปุ๋ยเคมีผิดมาตรฐาน
(3) ปุ๋ยเคมีเสื่อมคุณภาพ เว้นแต่กรณี ตาม มาตรา 31
(4) ปุ๋ยเคมีที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้
(5) ปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียน
(6) ปุ๋ยเคมีที่มีสารเป็นพิษ ที่อาจเป็นอันตรายแก่คน สัตว์ พืช หรือ ทรัพย์อื่นผสมอยู่ด้วยเกินอัตราส่วนที่มีในปุ๋ยเคมีมาตรฐาน
มาตรา 31 ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดมีปุ๋ยเคมีเสื่อมคุณภาพไว้ในครอบครอง ถ้าประสงค์จะมีไว้เพื่อขาย หรือขาย ต้องขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
สูตรปุ๋ยกล้วยไม้
ปุ๋ย ปุ๋ยเป็นคำเรียกแทนอาหารของพืช ซึ่งมีแร่ธาตุหลายชนิด ที่มีคุณค่าแก่การเติบโตของพืช แบ่งเป็น 2 จำพวกใหญ่ๆคือ
2.1) ปุ๋ยธรรมชาติ หรือ ปุ๋นอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีอยู่ในโลกตามธรรมชาติ เช่น ขี้หมู ขี้วัว ขี้ควาย ใบไม้และหญ้าหมัก ตลอดจนพืชและสัตว์ที่ตายทับถมเน่าเปื่อยผุพังไปแล้วนานๆ ปุ๋ยแบบนี้มักนำไปใช้กับกล้วยไม้ประเภทที่มีระบบรากอยู่ในดิน หรือแบบกึ่งดินกึ่งอากาศ เช่น สกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum ) , สกุลไฟอัส (Phaius)หรือเอื้องพร้าว , สกุลยูโลเฟีย (Eulophia) หรือ หมูกลิ้ง , สกุลสะแปโตกลอทติส (Spathoglottis) และสกุลฮาเบนาเรีย (Habenaria) เป็นต้น
2.2) ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ หรือ ปุ๋ยอนินทรีย์ ปุ๋ยแบบนี้ ประกอบด้วยแร่ธาตุอาหาร 3 ชนิด ที่พืชต้องการมากที่สุกคือ ไนโตรเจน (N) , ฟอสฟอรัส (P), โพแทสเซียม (K) ซึ่งแร่ธาตุทั้ง 3 ชนิดนี้ ถือ เป็นอาหารหลักที่ต้องใช้เป็นประจำ และใช้เป็นจำนวนมาก
ป้ายกำกับ:
ปุ๋ย,
ไม้ดอกไม้ประดับ
อุตสาหกรรมปุ๋ย
อุตสาหกรรมปุ๋ย
ปุ๋ย คือ สารที่ใส่ลงไปในดิน เพื่อเพิ่มธาตุอาหารซึ่งมีอยู่ในดินไม่เพียงพอ จนพอแก่ความต้องการของพืช เพื่อพืชจะได้เจริญเติบโตงอกงามและให้ผลผลิตสูง พืชและต้นไม้เจริญเติบโตได้เนื่องจากในดินมีธาตุอาหาร มีน้ำและอากาศให้รากพืชได้หายใจ รากพืชจะดูดน้ำและธาตุอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้น รากพืชต้องมีอากาศหายใจ ดินในบริเวณที่เปิดป่าใหม่ๆเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากดินชั้นบนสะสมอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารพืชอยู่เป็นจำนวนมาก ธาตุอาหารพืชถูกปลดปล่อยออกมาเนื่องจากการสลายตัวของอินทรียวัตถุและการผุพังของหินและแร่ในดิน พืชที่ปลูกจึงงอกงาม และให้ผลผลิตสูง การปลูกพืชและเก็บเกี่ยวผลิตผลจากไร่นาแต่ละครั้ง เป็นการเก็บเกี่ยวธาตุอาหารหรือปุ๋ยในดินออกไปด้วยเช่นกัน การปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานานๆจึงทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหารพืช รวมทั้งอินทรียวัตถุในดิน ในที่สุดจะทำให้ดินทีความอุดมสมบูรณ์ลดลง กลายเป็นดินเลวปลูกพืชไม่ได้ผลอีกต่อ ดังนั้นในการปลูกพืชจึงควร
ปุ๋ยใส่มันสำปะหลัง
ปุ๋ยใส่มันสำปะหลัง
มันสําปะหลังเป็นพืชหัว ผลผลิตที่ใช้ประโยชน์คือ รากที่มีการสะสมอาหาร เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย สภาพดินที่ไม่มีน้ําขัง มีการระบายและอากาศดี มีค่าความเป็นกรด
เป็นด่าง (pH) ระหว่าง 5.5-8.0 มีความต้องการปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ ฟอสฟอรัส 6-10 กิโลกรัมต่อไร่ และโพแทสเซียม 8-12 กิโลกรัมต่อไร่ มีอุณหภูมิอยู่ในช่วง 10-30 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ําฝน 500-2,500 มิลลิเมตรต่อปี
พันธุ์มันสําปะหลัง พันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ พันธุ์ระยอง 1 พันธุ์ระยอง 60 พันธุ์ระยอง 90 อายุเก็บเกี่ยวประมาณ10-12 เดือน โดยใช้ระยะปลูกดังนี้
ป้ายกำกับ:
ปุ๋ย,
พืชไร่พืชสวน
การจัดการดินเค็ม และการใช้ปุ๋ยในไร่อ้อย
การจัดการดินเค็ม และการใช้ปุ๋ยในไร่อ้อย
ดินที่ผ่านการไถพรวนปลูกอ้อยมาเป็นเวลานาน ย่อมเสื่อมสภาพลงไม่ว่าจะเป็นทางด้านโครงสร้าง หรือความอุดมสมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้การเจริญเติบโต และผลผลิตของอ้อยลดลง
การจัดการดินและปุ๋ยที่ถูกวิธีสามารถปรับปรุงคุณสมบัติดังกล่าวของดินให้ดีขึ้น หรือช่วยให้ดินเสื่อมสภาพช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ผลผลิตของอ้อยสูงขึ้น หรือรักษา ระดับของผลผลิตไม่ให้ลดต่ำลง การใส่ปุ๋ยที่ถูกวิธี ถูกชนิดและปริมาณการใช้ ทำให้อ้อย ใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า มิฉะนั้นจะเหมือนกับเอาเงินไปหว่านทิ้ง เพราะราคาปุ๋ยในปัจจุบันค่อนข้างแพง ปุ๋ยที่ใช้กันอยู่ก็สูญเสียไปได้ง่าย ไม่ว่าจะถูกชะล้าง ลงลึกจนรากอ้อยดูดไม่ถึง หรือการระเหยขึ้นไปในอากาศ การใส่ปุ๋ยในขณะที่อ้อย ไม่ต้องการธาตุอาหาร หรือต้องการน้อยก็เป็นการลงทุนที่ไม่ก่อประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น
ป้ายกำกับ:
ปุ๋ย,
พืชไร่พืชสวน
การใส่ปุ๋ยยางพารา ทั้งก่อนกรีดและหลังกรีด
การใส่ปุ๋ยยางพารา ทั้งก่อนกรีดและหลังกรีด
การให้ปุ๋ยก่อนเปิดกรีด
- ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-8-20 สำหรับยางพาราในแหล่งปลูกยางเดิม และสูตร 20-10-12สำหรับยางพาราในแหล่งปลูกยางใหม่ อัตรา และเวลาใส่ปุ๋ยตามชนิดของดินและอายุของต้นยาง ตามตารางที่ 1
- ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 2 กิโลกรัมต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะในแหล่งปลูกยางใหม่
- ใส่ปุ๋ยโดยวิธีหว่านรอบต้นหรือโรยเป็นแถบ 2 ข้างต้นยาง บริเวณทรงพุ่มของใบยางแล้วคราดกลบ กำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย
- พื้นที่ลาดเท ควรใส่ปุ๋ยโดยวิธีการขุดหลุม 2 จุด บริเวณทรงพุ่มของใบยาง แล้วกลบเพื่อลดการชะล้าง
- ใส่ปุ๋ยในขณะที่่ดินมีความชื้น ไม่ควรใส่ปุ๋ยในฤดูแล้งหรือมีฝนตกชุกติดต่อกันหลายวัน
ป้ายกำกับ:
ปุ๋ย,
พืชไร่พืชสวน
วิธีใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม
| วิธีใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม ในแหล่งปลูกยางเดิม ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร แยกดินที่ขุดเป็น 2 พวก คือดินชั้นบน และดินชั้นล่าง ใช้ดินชั้นบนกลบลบไปก่อน ส่วนดินล่างใช้ คลุกกับปุ๋ยฟอสเฟต จำนวน 170 กรัมต่อหลุม แล้วกลบดินล่างที่คลุกปุ๋ยลงไปให้เต็มหลุม ในแหล่งปลูกยางใหม่ การเตรียมหลุมปลูกสำหรับการปลูกลึก ถ้าใช้แรงงานคนขุด ใช้ขนาดหลุม 50x50x50 เซนติเมตร แต่ถ้าใช้สว่านติดท้ายรถแทรกเตอร์เจาะหลุม ในกรณีที่ใช้ยางชำถุงขนาด 2 ฉัตร ควรเจาะหลุมให้ลึกกว่าปกติ คือใช้ค่าเฉลี่ยความสูงจากก้นถุงถึงฉัตรที่ 1 ของวัสดุปลูกเป็นขนาดความลึกของหลุม ซึ่งปกติจะลึกประมาณ 60-70 เซนติเมตร ใช้ดินทั้งหมดที่ขุดขึ้นมาจากหลุมผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยหมัก 5 กิโลกรัม และปุ๋ยหินฟอสเฟต จำนวน 60 กรัม คลุกให้เข้ากัน ค่อยทยอยกลบดินที่ผสมปุ๋ยแล้วลงหลุมให้เต็มและอัดดินให้แน่นเสมอระดับดินเดิม |
ป้ายกำกับ:
ปุ๋ย,
พืชไร่พืชสวน
วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วิธีการทำปุ๋ยดิน
วัสดุและอุปกรณ์ในการทำปุ๋ยดิน
ใบไม้แห้ง
น้ำหมักชีวภาพ(ปุ๋ย EM)
น้ำเปล่า
ถังเปล่า
วิธีการทำ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
ใบไม้แห้ง
น้ำหมักชีวภาพ(ปุ๋ย EM)
น้ำเปล่า
ถังเปล่า
วิธีการทำ มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
คุณสมบัติปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ
คุณสมบัติปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ
ให้ธาตุอาหารพืชครบ ทั้งธาตุอาหารหลัก อาหารรอง อาหารเสริม ช่วยย่อยสารอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตกค้างในดิน ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนสุย การระบายน้ำและอากาศในดิน พร้อมปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง ( pH ) ให้เหมาะสมเจริญเติมโตของพืช สร้างน้ำเซลล์ของพืชทำให้พิชแข็งแรง ช่วยให้ขั้วเขียว บำรุงดิน ป้องกันโรครากเน่า ปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต มีน้ำหนักและรสชาติดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นทุ่นผลิตต่ำได้ กำไรเพิ่ม สุดยอดปุ๋ยสำหรับทุกพืชใช้ได้เลย ไม่ต้องลอง เหมาะสมอย่างยิ่งกับพืชไร่ที่ต้องการผลผลิตสูง ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พืชงานทน เป็นแม่ปุ๋ยล้วน ๆ หว่าน
ให้ธาตุอาหารพืชครบ ทั้งธาตุอาหารหลัก อาหารรอง อาหารเสริม ช่วยย่อยสารอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตกค้างในดิน ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนสุย การระบายน้ำและอากาศในดิน พร้อมปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง ( pH ) ให้เหมาะสมเจริญเติมโตของพืช สร้างน้ำเซลล์ของพืชทำให้พิชแข็งแรง ช่วยให้ขั้วเขียว บำรุงดิน ป้องกันโรครากเน่า ปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต มีน้ำหนักและรสชาติดีขึ้น ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นทุ่นผลิตต่ำได้ กำไรเพิ่ม สุดยอดปุ๋ยสำหรับทุกพืชใช้ได้เลย ไม่ต้องลอง เหมาะสมอย่างยิ่งกับพืชไร่ที่ต้องการผลผลิตสูง ปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างสม่ำเสมอ ทำให้พืชงานทน เป็นแม่ปุ๋ยล้วน ๆ หว่าน
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ปุ๋ยยูเรีย
ปุ๋ยยูเรีย
| ปุ๋ยยูเรีย |
ปุ๋ยยูเรีย [CO(NH2)2]ปุ๋ยยูเรียมีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีขาว ละลายน้ำได้ดีมาก มีไนโตรเจนสูงรองจากแอมโมเนีย ดูดความชื้นในอากาศได้มาก ดังนั้นถ้าทิ้งไว้ในอากาศปุ๋ยจะเปียกชื้นเร็ว ปุ๋ยยูเรียมีสารพิษ biuret ผสมอยู่ด้วย ซึ่งเกิดขึ้นจากกรรมวิธีในการผลิต ดังนั้น จึงควรระวังเมื่อมีการใช้ในอัตราสูง ปุ๋ยนี้มีไนโตรเจนทั้งหมดอยู่ 44-46 % ปุ๋ยยูเรียสามารถใช้ผสมกับปุ๋ยอื่น ๆ ได้ เช่น พวกเกลือโพแทช ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตที่มีปฏิกิริยาเป็นกลาง แอมโมเนียมซัลเฟต ฯลฯปุ๋ยยูเรียสามารถให้ทางดินหรือทางใบก็ได้ ปุ๋ยนี้เหมาะที่จะให้กับพืชในขณะที่พืชต้องการ เนื่องจากพืชจะดูดไปใช้ได้ทันทีถ้าให้ทางใบหรือทางดินโดยการคลุกเคล้าปุ๋ยให้ดี ปุ๋ยนี้จะถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของแอมโมเนียม หรือไนเตรททันทีที่สัมผัสกับความชื้นในดิน ทำให้พืชสามารถดูดปุ๋ยไปใช้ในเวลารวดเร็วปุ๋ยยูเรียอาจสูญ
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ปุ๋ยหมัก ตอนที่ 2
ปุ๋ยหมัก
เราจะขออธิบายอย่างละเอียดกันเลยนะครับเกี่ยวกับปุ๋ยหมัก จากที่ได้อ่าน ปุ๋ยหมักบทความแรกไปแล้ว ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้า ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งจุลินทรีย์เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว
เศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผงเปื่อยยุ่ยสีน้ำตาลปนดำนำไปใส่ในไร่นาหรือพืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก หรือไม้ดอกไม้ประดับได้
ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน
3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น
4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี
5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้
6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น
7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ
8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป
เราจะขออธิบายอย่างละเอียดกันเลยนะครับเกี่ยวกับปุ๋ยหมัก จากที่ได้อ่าน ปุ๋ยหมักบทความแรกไปแล้ว ปุ๋ยหมัก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้า ซังข้าวโพด ต้นถั่วต่าง ๆ หญ้าแห้ง ผักตบชวา ของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนขยะมูลฝอยตามบ้านเรือนมาหมักร่วมกับมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมีหรือสารเร่งจุลินทรีย์เมื่อหมักโดยใช้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว
เศษพืชจะเปลี่ยนสภาพจากของเดิมเป็นผงเปื่อยยุ่ยสีน้ำตาลปนดำนำไปใส่ในไร่นาหรือพืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก หรือไม้ดอกไม้ประดับได้
ประโยชน์ของปุ๋ยหมัก
1. ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์
2. ช่วยเปลี่ยนสภาพของดินจากดินเหนียวหรือดินทรายให้เป็นดินร่วนทำให้สะดวกในการไถพรวน
3. ช่วยสงวนรักษาความชุ่มชื้นในดินได้ดีขึ้น
4. ทำให้การถ่ายเทอากาศในดินได้ดี
5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยเคมีและสามารถลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้
6. ช่วยกระตุ้นให้ธาตุอาหารพืชบางอย่างในดินที่ละลายน้ำยากให้ละลายน้ำง่ายเป็นอาหารแก่พืชได้ดีขึ้น
7. ไม่เป็นอันตรายต่อดินแม้จะใช้ในปริมาณมาก ๆ ติดต่อกันนาน ๆ
8. ช่วยปรับสภาพแวดล้อม เช่น กำจัดขยะมูลฝอยและวัชพืชน้ำทั้งหลายให้หมดไป
วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ประโยชน์ของจุลินทรีย์โดยทั่วไป
ประโยชน์ของจุลินทรีย์โดยทั่วไป
ด้านการเกษตร
- ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและน้ำ
- ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืชและโรคระบาดต่าง ๆ
- ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศผ่านได้ดี
- ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เพื่อให้เป็นปุ๋ย (อาหาร) แก่อาหารพืชดูดซึมไปเป็นอาหารได้ดี ไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์
- ช่วยสร้างฮอร์โมนพืช พืชให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีขึ้น
- ช่วยให้ผลผลิตคงทน สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน มีประโยชน์ต่อการขนส่งไกล ๆ เช่น ส่งออกต่างประเทศ
- ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มปศุสัตว์ ไก่และสุกร ได้ภายในเวลา 24 ชม.
ด้านการเกษตร
- ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในดินและน้ำ
- ช่วยแก้ปัญหาจากแมลงศัตรูพืชและโรคระบาดต่าง ๆ
- ช่วยปรับสภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำและอากาศผ่านได้ดี
- ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เพื่อให้เป็นปุ๋ย (อาหาร) แก่อาหารพืชดูดซึมไปเป็นอาหารได้ดี ไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการให้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์
- ช่วยสร้างฮอร์โมนพืช พืชให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีขึ้น
- ช่วยให้ผลผลิตคงทน สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน มีประโยชน์ต่อการขนส่งไกล ๆ เช่น ส่งออกต่างประเทศ
- ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากฟาร์มปศุสัตว์ ไก่และสุกร ได้ภายในเวลา 24 ชม.
ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์
ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์
ได้แก่ ปุ๋ยที่มีการนำเอาแม่ปุ๋ยหลาย ๆ ชนิดมาผสมรวมกัน เพื่อให้ปุ๋ยที่ผสมได้ มีปริมาณและสัดส่วนของ
ปุ๋ยพวกนี้เป็นปุ๋ยที่ได้มาจากการผลิตหรือสังเคราะห์ทางอุตสาหกรรมจากแร่ธาตุต่าง ๆที่ได้ตามธรรมชาติ หรือเป็นผลพลอยได้ของโรงงานอุตสาหกรรมบางชนิด ปุ๋ยเคมีมีอยู่ 2 ประเภท คือ แม่ปุ๋ย หรือปุ๋ยเดี่ยวพวกหนึ่ง และปุ๋ยผสมอีกพวกหนึ่ง
ปุ๋ยเดี่ยวหรือแม่ปุ๋ย
ได้แก่ ปุ๋ยพวกแอมโมเนียมซัลเฟต โพแทสเซียมคลอไรด์ ฯลฯ ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมี มีธาตุอาหารปุ๋ยคือ N หรือ P หรือ K เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยหนึ่งหรือสองธาตุ แล้วแต่ชนิดของสารประกอบที่เป็นแม่ปุ๋ยนั้น ๆ มีปริมาณของธาตุอาหารปุ๋ยที่คงที่ เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต มีไนโตรเจน 20% N ส่วนโพแทสเซียมไนเทรต มีไนโตรเจน 13% N และโพแทสเซียม 46% K2O อยู่ร่วมกันสองธาตุ
ปุ๋ยผสมได้แก่ ปุ๋ยที่มีการนำเอาแม่ปุ๋ยหลาย ๆ ชนิดมาผสมรวมกัน เพื่อให้ปุ๋ยที่ผสมได้ มีปริมาณและสัดส่วนของ
ปุ๋ยพืชสด
ปุ๋ยพืชสด
เป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการปลูกพืชบำรุงดินซึ่งได้แก่ พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ แล้วทำการไถกลบเมื่อพืชเจริญเติบโตมากที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังออกดอก พืชตระกูลถั่วที่ควรใช้เป็นปุ๋ยพืชสดควรมีอายุสั้น มีระบบรากลึก ทนแล้ง ทนโรคและแมลงได้ดี เป็นพืชที่ปลูกง่าย และมีเมล็ดมาก ตัวอย่างพืชเหล่านี้ก็ได้แก่ ถั่วพุ่มปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยพวกนี้ก็ได้แก่ปุ๋ยที่เราได้จากการหมักเศษพืช เช่น หญ้าแห้ง ใบไม้ ฟางข้าว ฯลฯ ให้เน่าเปื่อยเสียก่อน จึงนำไปใส่ในดินเป็นปุ๋ย ปุ๋ยเทศบาลที่บรรจุถุงขายในชื่อของปุ๋ยอินทรีย์เบอร์ต่าง ๆ นั้น ก็คือปุ๋ยหมัก ได้จากการนำขยะจากในเมือง พวกเศษพืช เศษอาหารเข้าโรงหมักเป็นขั้นเป็นตอนจนกลายเป็นปุ๋ยปุ๋ยหมักสามารถทำเองได้โดยการกองสุมเศษพืชสูงขึ้นจากพื้นดิน 30-40 ซม. แล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม ต่อเศษพืชหนัก 1,000 กิโลกรัม เสร็จแล้วก็กองเศษพืชซ้อนทับลงไปอีกแล้วโรยปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยเคมี ทำเช่นนี้เรื่อยไปเป็นชั้น ๆ จนสูงประมาณ 1.5 เมตร ควรมีการรดน้ำแต่ละชั้นเพื่อให้มีความชุ่มชื้น และเป็นการทำให้มีการเน่าเปื่อยได้เร็วขึ้น กองปุ๋ยหมักนี้ทิ้งไว้ 3-4 สัปดาห์ ก็ทำการกลับกองปุ๋ย
ปุ๋ยอินทรีย์
ปุ๋ยอินทรีย์
ปุ๋ยพวกนี้ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และวัสดุเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรม บางชนิดซึ่งเป็นพวกอินทรียสาร
ปุ๋ยคอก
![]() |
| ปุ๋ยอินทรีย์ |
ปุ๋ยคอก
ที่สำคัญก็ได้แก่ ขี้หมู ขี้เป็ด ขี้ไก่ ฯลฯ เป็นปุ๋ยคอกที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย
ในบรรดาสวนผักและสวนผลไม้ ปุ๋ยคอกโดยทั่วไปแล้วถ้าคิดราคาต่อหน่วยธาตุ อาหารพืชจะมีราคาแพงกว่าปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยคอกช่วยปรับปรุงดินให้โปร่งและร่วนซุย ทำให้การเตรียมดินง่าย การตั้งตัวของต้นกล้าเร็วทำให้มีโอกาสรอดได้มาก นาข้าวที่เป็นดินทราย เช่น ดินภาคอีสาน การใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์อื่น ๆ เท่าที่จะหาได้ในบริเวณใกล้เคียง จะช่วยให้การดำนาง่าย ข้าวตั้งตัวได้ดี และเจริญเติบโตงอกงามอย่างรวดเร็วทั้งนี้เนื่องจากดินทรายพวกนี้มีอินทรียวัตถุต่ำมาก การใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ลงไปจะทำให้ดินอุ้มน้ำและปุ๋ยได้ดีขึ้น การปักดำกล้าทำได้ง่ายขึ้น เพราะ หลังทำเทือกแล้วดินจะไม่อัดกันแน่น ปุ๋ยคอกมีปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมค่อนข้างต่ำ โดยหยาบ ๆ
แล้วก็จะมีไนโตรเจนประมาณ 0.5% N ฟอสฟอรัส 0.25% P2O5 และโพแทสเซียม 0.5% K2O ปุ๋ยขี้ไก่และขี้เป็ด จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้หมู และขี้หมูจะปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าขี้วัว และขี้ควาย ปุ๋ยคอกใหม่ ๆ จะมีปริมาณธาตุอาหารสูงกว่าปุ๋ยคอกที่เก่าและเก็บไว้นาน ทั้งนี้เนื่องจากส่วนของปุ๋ยที่ละลายได้ง่ายจะถูกชะล้างออกไปหมด
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ความหมายของปุ๋ย ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย
พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518ได้ให้คำนิยามของปุ๋ยต่างๆดังนี้
ปุ๋ย หมายความว่า สารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช
ปุ๋ยเคมี หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์หรืออินทรีย์สังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสมและปุ๋ยเชิงประกอบ และหมายความตลอดถึงปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์ หรือยิปซั่ม
ปุ๋ยอินทรีย์ หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์วัตถุซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อน หรือวิธีการอื่นแต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี
ปุ๋ย หมายความว่า สารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือทำขึ้นก็ตาม สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารแก่พืชได้ไม่ว่าโดยวิธีใด หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในดินเพื่อบำรุงความเติบโตแก่พืช
ปุ๋ยเคมี หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์หรืออินทรีย์สังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสมและปุ๋ยเชิงประกอบ และหมายความตลอดถึงปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนพลาสเตอร์ หรือยิปซั่ม
ปุ๋ยอินทรีย์ หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์วัตถุซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ บด หมัก ร่อน หรือวิธีการอื่นแต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)















