พันธุ์ข้าวพื้นเมืองในประเทศไทยของเรา มีนับร้อยๆสายพันธุ์ แต่ที่ได้รับความนิยมเลื่องชื่อถึงความอร่อยก็มีไม่น้อย และในจำนวนนั้นที่นับว่าเป็นสุดยอดของข้าวพันธุ์พื้นเมือง ไปดูกันเลยว่ามีข้าวอะไรบ้าง?
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชไร่พืชสวน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พืชไร่พืชสวน แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
สุดยอด9 พันธุ์ ข้าวพื้นเมือง!
พันธุ์ข้าวพื้นเมืองในประเทศไทยของเรา มีนับร้อยๆสายพันธุ์ แต่ที่ได้รับความนิยมเลื่องชื่อถึงความอร่อยก็มีไม่น้อย และในจำนวนนั้นที่นับว่าเป็นสุดยอดของข้าวพันธุ์พื้นเมือง ไปดูกันเลยว่ามีข้าวอะไรบ้าง?
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
พืชไร่พืชสวน
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
เรื่องน่ารู้ : ใบกล้วย
ใบกล้วยมีสีเขียวเข้ม มีวัตถุแห้งประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำมากถึง 72 เปอร์เซ็นต์ มีสารอาหารประเภท โปรตีน มีระดับโปรตีนใกล้เคียงกับหญ้าขนสด พืชตระกูลถั่ว ใบสดของต้นกล้วยจึงสามารถนำมาใช้เป็นอาหารหยาบสำหรับ เลี้ยง โค-กระบือ ร่วมกับฟางข้าว และหญ้าแห้งได้ ซึ่งจะทำให้โค-กระบือกินอาหารได้มากขึ้น
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
พืชไร่พืชสวน
วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557
การปลูกมังคุด
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับมังคุด
• พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 0-650 เมตร มีความลาดเอียงประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ควรเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ การคมนาคมสะดวก ขนส่งผลผลิตได้รวดเร็ว
• ดินร่วนปนทราย ความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี หน้าดินลึกมากกว่า 50 เซนติเมตร ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 75 เซนติเมตร ค่าความเป็นกรดด่างของดินระหว่าง 5.5-6.5
ป้ายกำกับ:
ผลไม้,
พืชไร่พืชสวน
วิธีใส่ปุ๋ยเงาะ
ให้พรวนดินตื้นๆ หรือโดยใช้ไม้ปลายแหลมแทงดินเป็นรูๆ หรือใช้จอบขุดเป็นหลุมรอบรัศมีทรงพุ่ม โดยแบ่งจำนวนปุ๋ยที่จะใส่ออกเป็น 4 ส่วน ประมาณ 3 ส่วนให้ใส่บริเวณรอบ ๆ ทรงพุ่มตรงบริเวณที่พรวนหรือขุด แล้วใช้ดินกลบปุ๋ยเป็นการป้องกันการชะล้างโดยน้ำฝน อีก 1 ส่วนให้โรยบนพื้นดินภายในทรงพุ่ม แต่อย่าใส่ปุ๋ยให้ชิดกับโคนต้นเพราะปุ๋ยจะทำให้เปลือกของลำต้นเน่าและตายได้ ดังนั้นในเรื่องนี้เกษตรกรต้องคอยระมัดระวังด้วยและหลังจากใส่ปุ๋ยทุกครั้งต้องรดน้ำตามทุกครั้งเช่นกัน
ป้ายกำกับ:
ผลไม้,
พืชไร่พืชสวน
การปลูกฝ้าย
การปลูกฝ้ายที่กล่าวต่อไปนี้ ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงการปลูกฝ้ายในประเทศไทย ซึ่งฝ้ายที่ส่งเสริมให้กสิกรปลูกเป็นฝ้ายชนิดเฮอร์ซูทุม หลักการใหญ่ๆ ในการปลูกฝ้ายมีดังนี้
เมล็ดฝ้าย
เมล็ดฝ้าย ที่ดิน
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
พืชไร่พืชสวน
ปลูกทานตะวัน
ปลูกทานตะวัน
ทานตะวันเป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจรองจากถั่วเหลือง และปาล์มน้ำมัน ทานตะวันค่อนข้างทนแล้งได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับพืชไร่ชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และถั่วเขียว เมล็ดทานตะวันมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ส่วนกากที่ได้หลังจากสกัดน้ำมันแล้วมีโปรตีน 40-50 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม และมีสาร antioxidants กันหืนได้ดีสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น เนื่องจากน้ำมันทานตะวันมีคุณค่าสูง จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อการบริโภค และใช้ในอุตสาหกรรมเช่น น้ำมันชักเงา น้ำมันหล่อลื่น สีทาบ้าน ส่วนลำต้นทานตะวันสามารถนำไปทำกระดาษคุณภาพดี
ทานตะวันเป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจรองจากถั่วเหลือง และปาล์มน้ำมัน ทานตะวันค่อนข้างทนแล้งได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับพืชไร่ชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และถั่วเขียว เมล็ดทานตะวันมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ส่วนกากที่ได้หลังจากสกัดน้ำมันแล้วมีโปรตีน 40-50 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าถั่วเหลือง และน้ำมันปาล์ม และมีสาร antioxidants กันหืนได้ดีสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น เนื่องจากน้ำมันทานตะวันมีคุณค่าสูง จึงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อการบริโภค และใช้ในอุตสาหกรรมเช่น น้ำมันชักเงา น้ำมันหล่อลื่น สีทาบ้าน ส่วนลำต้นทานตะวันสามารถนำไปทำกระดาษคุณภาพดี
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
พืชไร่พืชสวน
วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557
การปลูกปาล์มน้ำมัน
ข้อมูลทั่วไป
ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้น อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ดังนั้นปาล์มน้ำมันจึงเจริญเติบโตได้ดีในภาคใต้ของประเทศ บริเวณพื้นที่ที่ปลูกมากที่สุด คือจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร สตูลและตรัง ทั้งนี้เนื่องจากผลตอบแทนการปลูกปาล์มน้ำมันดีกว่าการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ยางพาราและการทำนาข้าว จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูก ประกอบกับมีโครงการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกปาล์มทั่วประเทศ คาดว่าปริมาณความต้องการ น้ำมันปาล์มภายในเพิ่มขึ้นมาก ทั้งนี้เพราะราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
พืชไร่พืชสวน
ปลูกถั่วเหลือง
ปลูกถั่วเหลือง
พันธุ์ที่แนะนำให้ปลูกมีหลายพันธุ์ ได้แก่
สจ. 2 ลำต้นไม่ทอดยอด ต้นไม่ล้ม เจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตสูงในปลายฤดูฝนและฤดูแล้ง ฝักไม่แตกง่าย อายุเก็บเกี่ยว 95 วัน ไม่ต้านทานโรคราสนิม ตาเมล็ดสีน้ำตาลแดง (ชาวบ้านเรียกพันธุ์ตาแดง)
พันธุ์ที่แนะนำให้ปลูกมีหลายพันธุ์ ได้แก่
สจ. 2 ลำต้นไม่ทอดยอด ต้นไม่ล้ม เจริญเติบโตได้ดี และให้ผลผลิตสูงในปลายฤดูฝนและฤดูแล้ง ฝักไม่แตกง่าย อายุเก็บเกี่ยว 95 วัน ไม่ต้านทานโรคราสนิม ตาเมล็ดสีน้ำตาลแดง (ชาวบ้านเรียกพันธุ์ตาแดง)
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
พืชไร่พืชสวน
ประโยชน์ถั่วเขียว
ประโยชน์ถั่วเขียว
ถั่วเขียวเป็นถั่วอีกชนิดที่เรากินในรูปถั่วเมล็ดแห้ง อาจนำไปทำเมนูขนมหวานง่าย ๆ อย่างถั่วเขียวต้มน้ำตาล หรือจะใช้ถั่วเขียวที่ขัดเอาเปลือกสีเขียวออก เหลือแต่เนื้อในสีเหลืองทองจนทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นถั่วเหลือง มาคั่วใส่เกลือ ทำถั่วกวน เต้าส่วน ขนมถั่วแปบ เม็ดขนุน ไส้ขนม หรือหากจะใช้เป็นผัก ก็ต้องเอาเมล็ดแก่ไปเพาะเป็นถั่วงอกเสียก่อน แล้วจึงนำถั่วงอกไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งยังให้สารอาหารที่ไม่มีในเมล็ดถั่วเขียว คือวิตามินซี ซึ่งถั่วเขียวงอก 100 กรัม มีวิตามินอยู่ประมาณ 5 มิลลิกรัม
ถั่วเขียวเป็นถั่วอีกชนิดที่เรากินในรูปถั่วเมล็ดแห้ง อาจนำไปทำเมนูขนมหวานง่าย ๆ อย่างถั่วเขียวต้มน้ำตาล หรือจะใช้ถั่วเขียวที่ขัดเอาเปลือกสีเขียวออก เหลือแต่เนื้อในสีเหลืองทองจนทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นถั่วเหลือง มาคั่วใส่เกลือ ทำถั่วกวน เต้าส่วน ขนมถั่วแปบ เม็ดขนุน ไส้ขนม หรือหากจะใช้เป็นผัก ก็ต้องเอาเมล็ดแก่ไปเพาะเป็นถั่วงอกเสียก่อน แล้วจึงนำถั่วงอกไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งยังให้สารอาหารที่ไม่มีในเมล็ดถั่วเขียว คือวิตามินซี ซึ่งถั่วเขียวงอก 100 กรัม มีวิตามินอยู่ประมาณ 5 มิลลิกรัม
ป้ายกำกับ:
พืชไร่พืชสวน
วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
การปลูก ปอเทือง
การปลูก ปอเทือง
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crotalaria juncea
ลักษณะทั่วไป ขนาดลำต้นสูง 150 - 170 ซม.ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามาก ดอกสีเหลือง
จะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 45-50 วัน สามารถขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน มีการ
ระบายน้ำดี ชอบอากาศร้อนช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมในฤดูฝนควรปลูกปลายฤดูฝน
เพื่อให้ปอเทืองแก่พร้อมกันในฤดูแล้ง
วิธีการปลูก ปลูกโรยเป็นแถว ระหว่างแถว 80-100 ซม.หรือปลูกเป็นหลุมใช้ระยะปลูก
50x100 หลุมละ 1-3 ต้น
อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก การปลูกแบบหว่านเพื่อไถกลบใช้เมล็ดประมาณ 3-5 กิโลกรัมต่อไร่
ปลูกเป็นหลุมใช้เมล็ด 2-4 กิโลกรัมต่อไร่
การดูแลรักษา จะทำการถอนเพื่อจัดระยะปลูกเมื่ออายุ 2-3 สัปดาห์ ต้องพรวนดินกลบโคน
และกำจัดวัชพืช ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 ถึง 30 กิโลกรัมต่อไร่ พ่นยา
กำจัดเชื้อรา และแมลงศัตรูพืช อาจมีการพ่นปุ๋ยทางใบ และสารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืชในช่วงออกดอกติดฝัก เช่นปุ๋ย 10-52-17 และ NAA
ความเข้มข้นประมาณ 100-200 ppm. อาจจะเพิ่มผลผลิตถึง 150-200 กิโลกรัมต่อไร่
ในระยะเก็บเกี่ยว หากมีฝนซึ่งมักจะตกในช่วงระหว่างฤดูหนาวกับฤดูแล้ง
ทำให้ฝักปอเทืองขึ้นรา ดังนั้นจึงควรเก็บให้ทันอย่าให้ถูกฝน
การใช้ประโยชน์ - เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ควรทำการไถกลบในช่วงเวลาออกดอกหรือก่อนออกดอกเล็กน้อย ที่อายุประมาณ 50 วัน
ให้น้ำหนักสดประมาณ 1.5- 5 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่
- เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ อายุ 120 - 150 วัน ผลผลิตโดยทั่วไป 80 กิโลกรัมต่อไร่ หากความชื้นในดินสูงอาจใช้เวลา 150 - 180 วัน
เปลือกของฝักจะเป็นสีเทา นำมาตากแดด 3- 4 วัน กระเทาะเอาเมล็ดเก็บไว้
- ใช้ในระบบการปลูกพืชหมุนเวียน และระบบการปลูกพืชแซม
- ใช้ลำต้นของปอเทืองเป็นอุตสาหกรรมทำเยื่อกระดาษ ทำให้เพิ่มรายได้ให้แก่กสิกรอีกทางหนึ่งด้วย
ปริมาณธาตุอาหารที่ได้ หลังจากไถกลบแล้ว 45 วัน ก็จะสลายตัวสมบูรณ์ หลังจากนั้นก็ปลูกพืชหลักตามได้
ปอเทืองจะมีเปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจน,ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมคือ 1.98 , 0.30 และ 2.41 ตามลำดับ
การปลูกปอเทือง
ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะเป็นไม้พุ่มความสูง 100 – 300 เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง ฝักเป็นรูปทรงกระบอก เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล ความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร มี 10 -20 เมล็ด / ฝัก
การเตรียมดินและการปลูก มี 2 วิธี
1. ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน
1.1 ก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1 – 2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว
1.2 หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดปอเทืองหว่าน ตามร่องรถเกี่ยวข้าว หรือกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น
2. ปลูกโดยการเตรียมดิน
ใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้ ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี
การดูแลรักษา
หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ 3 – 5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน ไม่ต้องให้น้ำ เมื่ออายุ 50 – 60 วัน
ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 120 – 130 วัน ศัตรูที่สำคัญได้แก่หนอนผีเสื้อจะเจาะฝักกินเมล็ดข้างใน
การเก็บเกี่ยวผลผลิต มี 2 วิธี
1. ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งเจ้าของรถเกี่ยวคือ ลำต้นจะมีความแข็งเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรสำหรับเกษตรกรผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน
2.ใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3 – 4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย ผลผลิตเฉลี่ย 80 - 120 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาเฉลี่ย 20 – 25 บาทต่อกิโลกรัม จำหน่ายให้สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครราสีมาและเกษตรกร
ทั่วไป
สรุป
การปลูกปอเทืองเพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกพืชหลัก แต่การปลูกปอเทือง ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน ธันวาคม เหมาะสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์เพราะจะได้เมล็ดที่มีคุณภาพ หลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือน มีนาคม ไถกลบต้นตอ
จากการยืนยันของเกษตรกร นายสำรวย โมรานอก ในการปลูก ปีที่ 1 – 2 การเจริญเติบโตไม่ดีนัก หลังจาก 5 ปี ปอเทืองจะเจริญสมบูรณ์ และข้าวที่ปลูกไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ดังนั้นนอกจากจะเป็นพืชบำรุงดินแล้วยังมีรายได้เสริม 2,000 – 3,000 บาท/ไร่
ชื่อวิทยาศาสตร์ Crotalaria juncea
ลักษณะทั่วไป ขนาดลำต้นสูง 150 - 170 ซม.ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามาก ดอกสีเหลือง
จะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 45-50 วัน สามารถขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน มีการ
ระบายน้ำดี ชอบอากาศร้อนช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมในฤดูฝนควรปลูกปลายฤดูฝน
เพื่อให้ปอเทืองแก่พร้อมกันในฤดูแล้ง
วิธีการปลูก ปลูกโรยเป็นแถว ระหว่างแถว 80-100 ซม.หรือปลูกเป็นหลุมใช้ระยะปลูก
50x100 หลุมละ 1-3 ต้น
อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก การปลูกแบบหว่านเพื่อไถกลบใช้เมล็ดประมาณ 3-5 กิโลกรัมต่อไร่
ปลูกเป็นหลุมใช้เมล็ด 2-4 กิโลกรัมต่อไร่
การดูแลรักษา จะทำการถอนเพื่อจัดระยะปลูกเมื่ออายุ 2-3 สัปดาห์ ต้องพรวนดินกลบโคน
และกำจัดวัชพืช ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 ถึง 30 กิโลกรัมต่อไร่ พ่นยา
กำจัดเชื้อรา และแมลงศัตรูพืช อาจมีการพ่นปุ๋ยทางใบ และสารควบคุมการ
เจริญเติบโตของพืชในช่วงออกดอกติดฝัก เช่นปุ๋ย 10-52-17 และ NAA
ความเข้มข้นประมาณ 100-200 ppm. อาจจะเพิ่มผลผลิตถึง 150-200 กิโลกรัมต่อไร่
ในระยะเก็บเกี่ยว หากมีฝนซึ่งมักจะตกในช่วงระหว่างฤดูหนาวกับฤดูแล้ง
ทำให้ฝักปอเทืองขึ้นรา ดังนั้นจึงควรเก็บให้ทันอย่าให้ถูกฝน
การใช้ประโยชน์ - เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด ควรทำการไถกลบในช่วงเวลาออกดอกหรือก่อนออกดอกเล็กน้อย ที่อายุประมาณ 50 วัน
ให้น้ำหนักสดประมาณ 1.5- 5 ตันต่อไร่ ให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่
- เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ อายุ 120 - 150 วัน ผลผลิตโดยทั่วไป 80 กิโลกรัมต่อไร่ หากความชื้นในดินสูงอาจใช้เวลา 150 - 180 วัน
เปลือกของฝักจะเป็นสีเทา นำมาตากแดด 3- 4 วัน กระเทาะเอาเมล็ดเก็บไว้
- ใช้ในระบบการปลูกพืชหมุนเวียน และระบบการปลูกพืชแซม
- ใช้ลำต้นของปอเทืองเป็นอุตสาหกรรมทำเยื่อกระดาษ ทำให้เพิ่มรายได้ให้แก่กสิกรอีกทางหนึ่งด้วย
ปริมาณธาตุอาหารที่ได้ หลังจากไถกลบแล้ว 45 วัน ก็จะสลายตัวสมบูรณ์ หลังจากนั้นก็ปลูกพืชหลักตามได้
ปอเทืองจะมีเปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจน,ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมคือ 1.98 , 0.30 และ 2.41 ตามลำดับ
การปลูกปอเทือง
ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะเป็นไม้พุ่มความสูง 100 – 300 เซนติเมตร ลำต้นกลม ใบยาวเรียวแหลม ดอกสีเหลือง ฝักเป็นรูปทรงกระบอก เมล็ดคล้ายรูปไตสีน้าตาล ความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร มี 10 -20 เมล็ด / ฝัก
การเตรียมดินและการปลูก มี 2 วิธี
1. ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน
1.1 ก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1 – 2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว
1.2 หลังการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดปอเทืองหว่าน ตามร่องรถเกี่ยวข้าว หรือกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น
2. ปลูกโดยการเตรียมดิน
ใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้ ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี
การดูแลรักษา
หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ 3 – 5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน ไม่ต้องให้น้ำ เมื่ออายุ 50 – 60 วัน
ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 120 – 130 วัน ศัตรูที่สำคัญได้แก่หนอนผีเสื้อจะเจาะฝักกินเมล็ดข้างใน
การเก็บเกี่ยวผลผลิต มี 2 วิธี
1. ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนทั้งเจ้าของรถเกี่ยวคือ ลำต้นจะมีความแข็งเกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรสำหรับเกษตรกรผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน
2.ใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3 – 4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย ผลผลิตเฉลี่ย 80 - 120 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาเฉลี่ย 20 – 25 บาทต่อกิโลกรัม จำหน่ายให้สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครราสีมาและเกษตรกร
ทั่วไป
สรุป
การปลูกปอเทืองเพื่อใช้ปรับปรุงบำรุงดินควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน เพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกพืชหลัก แต่การปลูกปอเทือง ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน ธันวาคม เหมาะสำหรับเก็บเมล็ดพันธุ์เพราะจะได้เมล็ดที่มีคุณภาพ หลังจากเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือน มีนาคม ไถกลบต้นตอ
จากการยืนยันของเกษตรกร นายสำรวย โมรานอก ในการปลูก ปีที่ 1 – 2 การเจริญเติบโตไม่ดีนัก หลังจาก 5 ปี ปอเทืองจะเจริญสมบูรณ์ และข้าวที่ปลูกไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเลย ดังนั้นนอกจากจะเป็นพืชบำรุงดินแล้วยังมีรายได้เสริม 2,000 – 3,000 บาท/ไร่
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
ปุ๋ย,
พืชไร่พืชสวน
วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ถั่วพร้า
ถั่วพร้า
ถั่วพร้า เป็นพืชตระกูลถั่วเมืองร้อน ลักษณะเป็นทรงพุ่มเจริญเติบโตและปรับตัวได้ดีในสภาพดินฟ้าอากาศเกือบทุกภาคของประเทศไทยมีลำต้นแข็งแรงและระบบรากลึก สามารถขึ้นได้ดีในสภาพดินเหนียวและดินกรดเหมาะสมปลูกในช่วงต้นฤดูฝนเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
ถั่วพร้า เป็นพืชตระกูลถั่วเมืองร้อน ลักษณะเป็นทรงพุ่มเจริญเติบโตและปรับตัวได้ดีในสภาพดินฟ้าอากาศเกือบทุกภาคของประเทศไทยมีลำต้นแข็งแรงและระบบรากลึก สามารถขึ้นได้ดีในสภาพดินเหนียวและดินกรดเหมาะสมปลูกในช่วงต้นฤดูฝนเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
ข่าวการเกษตร,
พืชไร่พืชสวน
วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556
ฟักทอง เต็มเปี่ยมด้วยประโยชน์
ฟักทอง เต็มเปี่ยมด้วยประโยชน์
หนึ่งในพืชสีเหลืองที่เรามักจะเห็นคนนำมาประกอบอาหารอยู่บ่อย ๆ ก็คือ "ฟักทอง" นั่นเอง เพราะ "ฟักทอง" สามารถประกอบอาหารคาว-หวานได้สารพัดเมนู จึงไม่แปลกที่ "ฟักทอง" จะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน
หนึ่งในพืชสีเหลืองที่เรามักจะเห็นคนนำมาประกอบอาหารอยู่บ่อย ๆ ก็คือ "ฟักทอง" นั่นเอง เพราะ "ฟักทอง" สามารถประกอบอาหารคาว-หวานได้สารพัดเมนู จึงไม่แปลกที่ "ฟักทอง" จะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน
ป้ายกำกับ:
พืชผัก,
พืชไร่พืชสวน
ผักรสขม
"ผักรสขม" สมุนไพรสรรพคุณและประโยชน์เพื่อสุขภาพ
อีกหนึ่งเกร็ดดีๆ ที่หลายๆ คนควรให้ความสนใจกับผักรสขม เขาว่ากันว่า หวามเป็นลมขมเป็นยา คำโบราณที่เชื่อว่าทุกๆ คนคงต้องเคยได้ยินอย่างแน่นอน ถึงแม้จะรู้ว่าขมเป็นยาแต่พืชผักสมุนไพรที่มีรสขมทุกชนิดคนรุ่นใหม่มักจะร้องยี้และแทบอ้วกกันเป็นแถวๆ แถมยังมีบางคนที่บอกว่าผักสมุนไพรเป็นอาหารของคนแก่ จะมีสักกี่คนค่ะที่รู้ว่าพืช ผักรสขม สมุนไพรเหล่านี้ มีสรรพคุณทางยาที่สามารถช่วยรักษาโรคบางชนิดได้ด้วย และโดยเฉพาะ ผักรสขม ที่หลายๆ คนร้องยี้นี้แหละค่ะที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ถ้าเอ่ยถึง ผักรสขม หลายๆ คนก็คงจะนึกถึง สะเดา ขี้เหล็ก มะระ ใบยอ ฯลฯ แต่เชื่อไหมค่ะว่า ผักรสขม สามารถนำมาทำเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อได้ด้วยน๊า... งั้นวันนี้เราก็เข้าไปรู้จักกับประโยชน์ของผักรสขมและสรรพคุณของผักรสขมกันเลยดีกว่านะค่ะ ถ้าเห็นประโยชน์ของผักรสขมและสรรพคุณของผักรสขมแล้วก็อย่างลืมจัดไว้ในมื้ออาหารของคุณด้วยนะค่ะ ยังงัยก็เพื่อการมีสุขภาพที่ดีของคุณค่ะ
4 ผักรสขม สรรพคุณและประโยชน์มากล้น
1. สะเดา
ใครจะรู้ว่าทุกส่วนของสะเดามีคุณสมบัติเป็นยาได้ทั้งสิ้น คนโบราณเชื่อว่า "กินสะเดาก่อนเป็นไข้ช่วยป้องกันไข้ได้ กินสะเดาเมื่อเป็นไข้แล้วรักษาให้หายไข้ได้" ก็ไม่ผิดเพราะผักรสขมอย่างสะเดามีประโยชน์ช่วยบำรุงเลือด ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาระบาย ช่วยให้นอนหลับดี และช่วยรักษาอาการไข้ เรานิยมนำยอดและดอกมาทำอาหาร ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอาซิน สำหรับเมนูยอดฮิตของสะเดาก็นี่เลยสะเดาน้ำปลาหวานทานกับปลาดุกย่างอร่อยจนลืมขมไปเลยค่ะ
2. ขี้เหล็ก
ดอกตูมและใบอ่อนของขี้เหล็กมีรสขม ขี้เหล็กถือเป็นยานอนหลับชั้นยอด ช่วยระบายท้องได้ดี บำรุงร่างกาย แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ช่วยลดความดันโลหิต และรักษากามโรค มีสารอาหาร เช่น วิตามินเอและซีค่อนข้างสูง มีเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และไนอาซิน ยอดขี้เหล็กมีสารช่วยคลายเครียดทำให้นอนหลับสบาย เมนูขี้เหล็กที่นิยมมีทั้งดอกตูมและใบอ่อน เช่น แกงคั่วใส่กะทิ หรือกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก แกงขี้เหล็กจะอร่อยก็ต้องมีกะทิใส่ปลาย่างหรือหมูสับ กะทิในแกงขี้เหล็กไม่ได้ใส่เพื่อเพิ่มความอร่อยอย่างเดียว แต่มีส่วนในการดึงสารเบต้าแคโรทีนในขี้เหล็กออกมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นอีกด้วย
3. มะระ
ทั้งมะระจีนและมะระขี้นกในตำรายาไทยบอกว่าเป็นยาเจริญอาหาร ยาระบาย หัวเข่าบวม บำรุงน้ำดี แก้โรคของม้าม โรคตับ ขับพยาธิ มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงระดู แพทย์จีนเชื่อว่ามะระมีพลังของความเย็น ช่วยขับพิษ ช่วยฟอกเลือด บำรุงตับ มีผลดีต่อสายตาและผิวหนัง แม่บ้านชาวจีน มักจะปรุงอาหารด้วยมะระ ให้คนในครอบครัวรับประทานยามเป็นสิวที่ใบหน้าและร่างกาย เมนูมะระ เช่น ผลอ่อนและยอดอ่อนนำมาลวกต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริก ถ้าราดด้วยน้ำกะทิจะมีรสชาติดีขึ้น ผัดใส่ไข่ แกงกะทิ แกงจืดยัดไส้หมูสับ ส่วนมะระขี้นกมีรสขมกว่ามะระจีน ผลอ่อนนำไปต้มเผากินกับน้ำพริกหรือราดกะทิสดเพิ่มรสชาติ แกงจืดมะระขี้นกยัดไส้หมูสับ พะแนงมะระขี้นกยัดไส้ แกงเผ็ด ผัดกับไข่ ยอดมะระลวกจิ้มน้ำพริกหรือทานกับปลาป่นของชาวอีสาน และนิยมนำใบใส่ลงไปในแกงเห็ดแบบพื้นบ้านจะทำให้แกงมีรสขมนิดๆ กลมกล่อมมาก บ้างนิยมนำใบมาต้มหรือลวกจิ้มน้ำพริก ทางภาคเหนือนิยมนำยอดมะระสดมากินกับลาบหรือนำไปทำแกงคั่ว แกงเลียง และแกงป่า ได้รสน้ำแกงที่ขมเฉพาะตัว
4. ยอ
ผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักดีและบริโภคเป็นอาหารมานานทั้งใบและผลยอมีวิตามินซีสูง ช่วยต้านมะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพ ลดอาการภูมิแพ้ ช่วยให้การทำงานของเซลล์ในร่างกายเป็นปกติ เป็นยาระบาย ช่วยขับลม แก้คลื่นเหียนอาเจียน ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงธาตุ ผู้หญิงควรกินลูกยอที่แก่จัดเพื่อบำรุงเลือดลม ปวดท้องประจำเดือน รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ คนโบราณเชื่อว่าถ้าเลือดลมดี ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่ง สดใส ไม่เป็นสิวฝ้า เราจึงควรหาโอกาสทานอาหารที่มียอเป็นส่วนประกอบเพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้วยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายเป็นปกติโดยไม่เสียสมดุล เมนูเด็ดใบยอ เช่น แกงใบยอปลาดุก ห่อมกใบยอ แกงอ่อมใบยอ ข้าวยำใบยอ เมี่ยงใบยอ หรือยอดใบยอจิ้มน้ำพริกก็อร่อยไปอีกแบบ ส่วนผลก็ลองนำลูกยอสุกงอมจิ้มเกลือกับน้ำตาลกินหรือบางคนอาจยังไม่เคยทานส้มตำลูกยอ และปัจจุบันก็มีการผลิตน้ำลูกยอขายลองไปหามาชิมด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
อีกหนึ่งเกร็ดดีๆ ที่หลายๆ คนควรให้ความสนใจกับผักรสขม เขาว่ากันว่า หวามเป็นลมขมเป็นยา คำโบราณที่เชื่อว่าทุกๆ คนคงต้องเคยได้ยินอย่างแน่นอน ถึงแม้จะรู้ว่าขมเป็นยาแต่พืชผักสมุนไพรที่มีรสขมทุกชนิดคนรุ่นใหม่มักจะร้องยี้และแทบอ้วกกันเป็นแถวๆ แถมยังมีบางคนที่บอกว่าผักสมุนไพรเป็นอาหารของคนแก่ จะมีสักกี่คนค่ะที่รู้ว่าพืช ผักรสขม สมุนไพรเหล่านี้ มีสรรพคุณทางยาที่สามารถช่วยรักษาโรคบางชนิดได้ด้วย และโดยเฉพาะ ผักรสขม ที่หลายๆ คนร้องยี้นี้แหละค่ะที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ถ้าเอ่ยถึง ผักรสขม หลายๆ คนก็คงจะนึกถึง สะเดา ขี้เหล็ก มะระ ใบยอ ฯลฯ แต่เชื่อไหมค่ะว่า ผักรสขม สามารถนำมาทำเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อได้ด้วยน๊า... งั้นวันนี้เราก็เข้าไปรู้จักกับประโยชน์ของผักรสขมและสรรพคุณของผักรสขมกันเลยดีกว่านะค่ะ ถ้าเห็นประโยชน์ของผักรสขมและสรรพคุณของผักรสขมแล้วก็อย่างลืมจัดไว้ในมื้ออาหารของคุณด้วยนะค่ะ ยังงัยก็เพื่อการมีสุขภาพที่ดีของคุณค่ะ
4 ผักรสขม สรรพคุณและประโยชน์มากล้น
1. สะเดา
ใครจะรู้ว่าทุกส่วนของสะเดามีคุณสมบัติเป็นยาได้ทั้งสิ้น คนโบราณเชื่อว่า "กินสะเดาก่อนเป็นไข้ช่วยป้องกันไข้ได้ กินสะเดาเมื่อเป็นไข้แล้วรักษาให้หายไข้ได้" ก็ไม่ผิดเพราะผักรสขมอย่างสะเดามีประโยชน์ช่วยบำรุงเลือด ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาระบาย ช่วยให้นอนหลับดี และช่วยรักษาอาการไข้ เรานิยมนำยอดและดอกมาทำอาหาร ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการเช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใย เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี และไนอาซิน สำหรับเมนูยอดฮิตของสะเดาก็นี่เลยสะเดาน้ำปลาหวานทานกับปลาดุกย่างอร่อยจนลืมขมไปเลยค่ะ
2. ขี้เหล็ก
ดอกตูมและใบอ่อนของขี้เหล็กมีรสขม ขี้เหล็กถือเป็นยานอนหลับชั้นยอด ช่วยระบายท้องได้ดี บำรุงร่างกาย แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ แก้ไข้ ช่วยลดความดันโลหิต และรักษากามโรค มีสารอาหาร เช่น วิตามินเอและซีค่อนข้างสูง มีเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และไนอาซิน ยอดขี้เหล็กมีสารช่วยคลายเครียดทำให้นอนหลับสบาย เมนูขี้เหล็กที่นิยมมีทั้งดอกตูมและใบอ่อน เช่น แกงคั่วใส่กะทิ หรือกินเป็นผักจิ้มน้ำพริก แกงขี้เหล็กจะอร่อยก็ต้องมีกะทิใส่ปลาย่างหรือหมูสับ กะทิในแกงขี้เหล็กไม่ได้ใส่เพื่อเพิ่มความอร่อยอย่างเดียว แต่มีส่วนในการดึงสารเบต้าแคโรทีนในขี้เหล็กออกมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นอีกด้วย
3. มะระ
ทั้งมะระจีนและมะระขี้นกในตำรายาไทยบอกว่าเป็นยาเจริญอาหาร ยาระบาย หัวเข่าบวม บำรุงน้ำดี แก้โรคของม้าม โรคตับ ขับพยาธิ มีสรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ บำรุงระดู แพทย์จีนเชื่อว่ามะระมีพลังของความเย็น ช่วยขับพิษ ช่วยฟอกเลือด บำรุงตับ มีผลดีต่อสายตาและผิวหนัง แม่บ้านชาวจีน มักจะปรุงอาหารด้วยมะระ ให้คนในครอบครัวรับประทานยามเป็นสิวที่ใบหน้าและร่างกาย เมนูมะระ เช่น ผลอ่อนและยอดอ่อนนำมาลวกต้มเป็นผักจิ้มน้ำพริก ถ้าราดด้วยน้ำกะทิจะมีรสชาติดีขึ้น ผัดใส่ไข่ แกงกะทิ แกงจืดยัดไส้หมูสับ ส่วนมะระขี้นกมีรสขมกว่ามะระจีน ผลอ่อนนำไปต้มเผากินกับน้ำพริกหรือราดกะทิสดเพิ่มรสชาติ แกงจืดมะระขี้นกยัดไส้หมูสับ พะแนงมะระขี้นกยัดไส้ แกงเผ็ด ผัดกับไข่ ยอดมะระลวกจิ้มน้ำพริกหรือทานกับปลาป่นของชาวอีสาน และนิยมนำใบใส่ลงไปในแกงเห็ดแบบพื้นบ้านจะทำให้แกงมีรสขมนิดๆ กลมกล่อมมาก บ้างนิยมนำใบมาต้มหรือลวกจิ้มน้ำพริก ทางภาคเหนือนิยมนำยอดมะระสดมากินกับลาบหรือนำไปทำแกงคั่ว แกงเลียง และแกงป่า ได้รสน้ำแกงที่ขมเฉพาะตัว
4. ยอ
ผักพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักดีและบริโภคเป็นอาหารมานานทั้งใบและผลยอมีวิตามินซีสูง ช่วยต้านมะเร็ง กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้มีประสิทธิภาพ ลดอาการภูมิแพ้ ช่วยให้การทำงานของเซลล์ในร่างกายเป็นปกติ เป็นยาระบาย ช่วยขับลม แก้คลื่นเหียนอาเจียน ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงธาตุ ผู้หญิงควรกินลูกยอที่แก่จัดเพื่อบำรุงเลือดลม ปวดท้องประจำเดือน รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ คนโบราณเชื่อว่าถ้าเลือดลมดี ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่ง สดใส ไม่เป็นสิวฝ้า เราจึงควรหาโอกาสทานอาหารที่มียอเป็นส่วนประกอบเพราะนอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารสูงแล้วยังเป็นปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายเป็นปกติโดยไม่เสียสมดุล เมนูเด็ดใบยอ เช่น แกงใบยอปลาดุก ห่อมกใบยอ แกงอ่อมใบยอ ข้าวยำใบยอ เมี่ยงใบยอ หรือยอดใบยอจิ้มน้ำพริกก็อร่อยไปอีกแบบ ส่วนผลก็ลองนำลูกยอสุกงอมจิ้มเกลือกับน้ำตาลกินหรือบางคนอาจยังไม่เคยทานส้มตำลูกยอ และปัจจุบันก็มีการผลิตน้ำลูกยอขายลองไปหามาชิมด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
ผักสวนครัว,
พืชผัก,
พืชไร่พืชสวน
วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ประโยชน์ข้าวโพดสีม่วงต้านมะเร็ง-ชะลอแก่
ประโยชน์ข้าวโพดสีม่วงต้านมะเร็ง-ชะลอแก่
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและปลูกข้าวโพดเหนียวพันธุ์แฟนซีสีม่วง 111 และพันธุ์สีขาวม่วง 212 พบคุณสมบัติเยี่ยมด้านการต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง เตรียมเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้รุ่นแรก เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรที่สนใจ
ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและปลูกข้าวโพดเหนียวพันธุ์แฟนซีสีม่วง 111 และพันธุ์สีขาวม่วง 212 พบคุณสมบัติเยี่ยมด้านการต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง เตรียมเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตได้รุ่นแรก เพื่อแจกจ่ายแก่เกษตรกรที่สนใจ
ป้ายกำกับ:
พืชไร่พืชสวน
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ประโยชน์ของถั่วเหลือง
ประโยชน์ของถั่วเหลือง
ถั่วเป็นพืชมหัศจรรย์หลายอย่าง เช่น มีโปรตีนสูง มีไขมันชนิดดี มีเส้นใยหรือไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำสูง การดูดซึมน้ำตาลจากถั่วเข้าสู่กระแสเลือดช้า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างช้าๆ สูงนาน ทำให้อิ่มนาน (ค่าดัชนีน้ำตาล หรือ glycemic index ต่ำ, เหมาะกับท่านที่ต้องการลดความอ้วน ควบคุมน้ำตาล)
ถั่วเป็นพืชมหัศจรรย์หลายอย่าง เช่น มีโปรตีนสูง มีไขมันชนิดดี มีเส้นใยหรือไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำสูง การดูดซึมน้ำตาลจากถั่วเข้าสู่กระแสเลือดช้า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างช้าๆ สูงนาน ทำให้อิ่มนาน (ค่าดัชนีน้ำตาล หรือ glycemic index ต่ำ, เหมาะกับท่านที่ต้องการลดความอ้วน ควบคุมน้ำตาล)
ป้ายกำกับ:
พืชไร่พืชสวน
วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
การเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีและเหมาะสม
การเลือกพันธุ์ข้าวที่ดีและเหมาะสม
พันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกในประเทศไทยปัจจุบันสามารถแบ่งได้ตามลักษณะการเจริญเติบโตของพันธุ์และแบ่งได้ตามลักษณะของชนิดเนื้อแป้งของเมล็ด ได้แก่ ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว เป็นต้น ปัจจุบันการแบ่งตามลักษณะที่เกษตรกรคุ้นเคยเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
ป้ายกำกับ:
พืชไร่พืชสวน
วิธีการกรีดยาง
การกรีดยาง
ยางพันธุ์ดีไม่เหมือนยางพันธุ์พื้นเมือง กรีดครั้งหนึ่งน้ำยางออกมากกว่ายางพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 1-3 เท่า ฉะนั้นการจะกรีดยางพันธุ์ดีบ่อยครั้งเหมือนกับการกรีดยางพื้นเมืองจึงทำไม่ได้ จำเป็นต้องให้มีเวลาพัก มิฉะนั้นต้นยางจะเป็นโรคเปลือกแห้ง คือกรีดแล้วน้ำยางไม่ออก
วิธีการกรีดยาง
ต้นยางทุกต้นมีท่อน้ำยางอยู่ที่เปลือก วนเวียนรอบ ๆ ต้นจากบนขวามาล่างซ้าย การกรีดยางจากขวามาซ้าย ซึ่งกรีดกันมาแต่ ก่อนนั้นท่อน้ำยางถูกตัดขาดน้อยกว่าการกรีดจากซ้ายมาขวา ฉะนั้นจึงควรกรีดจากซ้ายมาขวา เพื่อให้ท่อน้ำยางถูกตัดขาดมาก จะทำให้ได้น้ำยางมากขึ้น
ทางเดินของท่อน้ำยางและทิศทางที่ควรกรีด
การเปิดกรีดครั้งแรก
ต้นติดตา
1. ต้นยางจะเปิดกรีดได้เมื่อวันรอบต้นตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 150 ซม. ได้ 50 ซม. ขึ้นไป โดยไม่คำนึงถึงอายุของต้นยาง และเปิดกรีด ณ จุดที่สูงจากพื้นดิน 150 ซม.
2. ในระยะ 3 ปีแรก กรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน โดยไม่มีการกรีดชดเชย และควรหยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบ
3. กรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน ตลอดไป หลังจากกรีดไปแล้ว 3 ปี และมีการกรีดชดเชย ถ้าวันกรีดน้อยกว่า 200 วันต่อปี
4. กรีดจากซ้ายมาขวา โดยทำมุมให้เอียง 30-35 องศา กับแนวระดับ
ต้นกล้า
1. ต้นยางจะเปิดกรีดได้เมื่อวัดรอบต้นตรงบริเวณที่สูงจากพื้นดิน 75 ซม. ได้ 50 ซม. ขึ้นไป โดยไม่คำนึงถึงอายุของต้นยาง และเปิดกรีดที่จุดสูงจากพื้นดิน 75 ซม.
2. กรีดครึ่งต้น กรีดวันเว้น 2 วัน สำหรับหน้าแรก
3. กรีดครึ่งต้นวันเว้นวันสำหรับหน้าต่อไป โดยไม่ต้องกรีดชดเชยแต่ควรหยุดกรีด เมื่อต้นยางผลัดใบ
4. กรีดจากซ้ายมาขวา โดยทำมุมให้เอียง 30-35 องศา กับแนวระดับ
1. ไม้เปิดกรีด
2. มีดกรีดยาง
3. ถ้วยรองน้ำยาง รางและลวดพยุงถ้วย
การเปิดกรีดหน้ายาง
การเปิดกรีดให้เอาไม้แบบที่เตรียมไว้ ทาบเข้ากับส่วนสูงของลำต้น แล้วแนบแผ่นสังกะสีไปทางด้านซ้ายมือ ขีดเส้นตามแนวบนของแ ผ่นสังกะสีรอยที่เกิดขึ้น นี้ คือตำแหน่งหน้ายางที่จะเปิดกรีด ซึ่งมีความสูงและความลาดเอียงตามที่ต้องการ ต่อไปให้เครื่องหมายแนวของเปลือกที่จะต้องกรีดไว้ด้วย ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แนวด้านหน้าให้ขีดเส้นลงมาตามแนวของไม้ที่แนบไว้ ส่วนด้านหลังให้ใช้เชือกวัดรอบ< wbr>ต้นตรงความสูงที่จะเปิดกรีด แล้วทบสองความยาวของเชือกซึ่งจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของเส้นรอบวงของต้นยางนั้น เอาปลายเชือกข้างหนึ่งจดที่เส้นแนวหน้าตรงหน้ายางที่จะเปิดกรีด ทาบเชือกไปรอบต้นสุดปลายเชือกก็คือแนวด้านหลัง แล้วขีดเส้นแนวย าวลงไปตามลำต้น
วิธีติดรางและถ้วยรับน้ำยาง
1. ติดรางรองน้ำยางห่างลงมาจากรอยกรีด 25 ซม. หรือ 9-10 นิ้ว ไม่ควรกดรางให้ลึกถึงเยื่อเจริญของต้นยาง
2. ติดลวดและวางถ้วยรับน้ำยางห่างจากรางรับน้ำยางประมาณ 5-7 ซม. หรือ 2-3 นิ้ว
การสิ้นเปลืองเปลือก
ทุกครั้งที่กรีดยาง เปลือกยางจะถูกตัดออกไป ฉะนั้นเดือนหนึ่ง ๆ ควรกรีดเปลือกยางหมดประมาณ 1 นิ้ว หรือขนาดความกว้างของเหรียญบาท และควร< wbr>ทำเครื่องหมายไว้เพื่อตรวจสอบความสิ้นเปลืองของเปลือกยาง เมื่อกรีดมาถึงโคนหรือใกล้พื้นดิน ค่อย ๆ เลื่อนถ้วยรับน้ำยางจากขวาไปซ้ายตามความหดสั้นลงของรอยกรีด เพื่อใช้เปลือกบริเวณโคนให้หมด โดยไม่ต้องขุดหลุมฝังถ้วยแต่อย่างใด
การเปิดกรีดหน้าที่สอง
เมื่อกรีดยางหน้าแรกหมดแล้ว ให้เปิดกรีดหน้าที่สอง ของเปลือกยาง โดยเปิดกรีดหน้ายางสูงจากพื้นดิน 150 ซม. ทั้งต้นติดตาและต้น< wbr>กล้าและใช้มุมของการกรีดเท่ากับ 30-35 องศา ดังเดิม
ควรกรีดยางเวลาใด
การกรีดยางพันธุ์ดี ไม่จำเป็นต้องกรีดก่อนสว่าง ควรกรีดเมื่อสว่างแล้วคือประมาณ 06.00-08.00 น. ก็จะได้น้ำยางมากเท่า ๆ กันกับการกรีดยางก่อนส ว่าง แต่อย่าให้เกิน 11.00 น.
ข้อควรปฏิบัติในการกรีดยาง
1. ใช้มีดที่คมอยู่เสมอ
2. กรีดจากซ้ายไปขวา
3. กรีดครึ่งต้นวันเว้นวัน
4. อย่ากรีดลึกถึงเนื้อไม้
5. กรีดบาง ๆ เดือนหนึ่งใช้เปลือกอย่าให้เกิน 1 นิ้ว
6. ควรกรีดยางในตอนเช้าเป็นต้นไป 06.00-08.00 น. อย่าให้เกิน 11.00 น.
7. ไม่กรีดยางในขณะที่ต้นยางเปียก
8. หยุดกรีดเมื่อยางผลัดใบ
9. ทำความสะอาดถ้วยน้ำยางก่อนกรีดยางทุกครั้ง
10. เก็บน้ำยางเสร็จ คว่ำถ้วยไว้เสมอ
11. สำหรับสวนยางขนาดเล็ก ควรเปิดกรีดเมื่อต้นยางที่ได้ขนาดเปิดกรีดจำนวน 1/2 ของต้นยางทั้งสวน ส่วนสวนขนาดใหญ่ควรเปิดกร ีด เมื่อต้นยางได้ขนาดเปิดกรีดไม่น้อยกว่า 70% ของต้นยางทั้งหมด
หลักการกรีดยางที่ดี
1. กรีดให้ได้น้ำยางมาก
2. กรีดต้นยางเสียหายน้ำที่สุด
3. กรีดได้นาน 25-30 ปี
4. เปลืองค่าใช้จ่ายน้อย ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้จาก เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอหรือเกษตรตำบล
การกรีดยางที่ถูกวิธี
เอกสารเผยแพร่ที่ 30
กรมส่งเสริมการเกษตร เรียบเรียง ชวลิตร หุ่นแก้ว กองส่งเสริมพืชสวน
ศิลป์ ชำนาญ เอี่ยมทัต กองเกษตรสัมพันธ์
จัดทำ พัฒนา นรมาศ กองเกษตรสัมพันธ์
ผลิตและเผยแพร่โดย
ฝ่ายเอกสารคำแนะนำ กองเกษตรสัมพันธ์
กรมส่งเสริมการเกษตร
ที่มา yangpara.com
ป้ายกำกับ:
พืชไร่พืชสวน
วิธีกำจัดเพลี้ยไฟ ด้วยกระเทียม
วิธีกำจัดเพลี้ยไฟ ด้วยกระเทียม
ใช้ได้ทั้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้ผัก ด้วงปีกแข็ง ราน้ำค้าง ราสนิม
วิธีการก็คือ
1. ใช้กระเทียม 1 กิโลกรัม โขลกให้เป็นชิ้นเล็กๆ แช่ในน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเบนซิน 200 ซีซี ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นน้ำสบู่ ละลายน้ำเล็กน้อยเติมลงไป คนให้เข้ากัน แล้วกรองเอาแต่น้ำใส ก่อนนำไปใช้เติมน้ำลงไปอีก 20 เท่า หรือประมาณ 5 ปี๊บ (100 ลิตร)
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
พืชไร่พืชสวน
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ผัก 10 ชนิดที่สมควรกินเป็นอย่างยิ่ง
ผัก 10 ชนิดที่สมควรกินเป็นอย่างยิ่ง
เราจะมาแนะนำผัก 10 ชนิดที่ไม่กินไม่ได้แล้วเพราะว่ามันมีประโยชน์จริงนะ
1.ผักกาดขาว
ผักกาดขาวช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูงและช่วยบำรุงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์
2.ต้นหอม
ต้นหอมมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง
3.หอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4.คะน้า
ผักคะน้ามีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมเร็ง
5.ตำลึง
ตำลึงมีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรตช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
6.มะระ
มะระมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
7.บัวบก
บัวบกมีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างการผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
8.ชะอม
ชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำใส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ
9.ถั่วพลู
ถั่วพลูมีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
10.ผักชี
ผักชีช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและวิตามินซีสูง
เห็นไหมครับว่าผักที่ผมแนะนำไป 10 ชนิดนั้นล้วนแล้วแต่มีประโยข์และให้คุณค่าแก่ร่างกายเราทั้งนั้น
อย่าลืมกินผักกันทุกวันนะครับ
เราจะมาแนะนำผัก 10 ชนิดที่ไม่กินไม่ได้แล้วเพราะว่ามันมีประโยชน์จริงนะ
1.ผักกาดขาว
ผักกาดขาวช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูงและช่วยบำรุงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์
2.ต้นหอม
ต้นหอมมีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง
3.หอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4.คะน้า
ผักคะน้ามีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมเร็ง
5.ตำลึง
ตำลึงมีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรตช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
6.มะระ
มะระมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
7.บัวบก
บัวบกมีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างการผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
8.ชะอม
ชะอมช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำใส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ
9.ถั่วพลู
ถั่วพลูมีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
10.ผักชี
ผักชีช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและวิตามินซีสูง
เห็นไหมครับว่าผักที่ผมแนะนำไป 10 ชนิดนั้นล้วนแล้วแต่มีประโยข์และให้คุณค่าแก่ร่างกายเราทั้งนั้น
อย่าลืมกินผักกันทุกวันนะครับ
ป้ายกำกับ:
เกษตรกรรม,
ผักสวนครัว,
พืชผัก,
พืชไร่พืชสวน
วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
มะหาด สมุนไพรลดผมร่วง
มะหาด สมุนไพรลดผมร่วง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus lakoocha Roxb.
วงศ์ : Moraceae
ชื่ออื่น : กาแย ขนุนป่า ตาแป ตาแปง มะหาดใบใหญ่ หาดหนุน หาด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 15-25 เมตร ลำต้นตั้งตรง ผิวเปลือกนอกค่อนข้างขรุขระสีน้ำตาลดำ หรือสีเทาแกมน้ำตาล บริเวณเปลือกของลำต้นมักมีรอยแตก และยางไหลซึมออกมาติดต้น ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ หรือรูปยาวรี ปลายแหลม โคนเว้ามน กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ใบอ่อนมีขน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยเล็กๆ ใบแก่ขอบมักเรียบ หูใบเรียวแหลม ดอก ช่อกลมเล็กๆ สีเขียวอมเหลือง ขนาดเล็ก ออกตามง่ามใบ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่คนละช่อ แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวเมียกลีบค่อนข้างกลมมน โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกตัวผู้กลีบเป็นรูปขอบขนานปลายกลีบหยัก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน ผล เป็นผลรวม กลมแป้นใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร เปลือกนอกผิวขรุขระ เนื้อผลค่อนข้างนุ่ม สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาลเหลือง เมล็ด แต่ละผลมี 1 เมล็ด รูปรี ติดผลเดือนมีนาคม - พฤษภาคม
ส่วนที่ใช้ : แก่นต้นมะหาด อายุ 5 ปีขึ้นไป ราก เปลือก
สรรพคุณของมะหาด
แก่น - ให้ปวกหาด ใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด และพยาธิไส้เดือน ละลายกับน้ำ ทาแก้ผื่นคัน
แก่นเนื้อไม้ - แก้ขุกแน่น แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ ขับลม ผายลม แก้ผื่นคัน แก้ตานขโมย เป็นยาระบาย ถ่ายพยาธิไส้เดือนตัวกลม ถ่ายพยาธิเส้นด้าย ถ่ายพยาธิตัวตืด ขับเลือด แก้ลม ถ่ายพยาธิตัวแบน แก้กระษัย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ท้องผูกไม่ถ่าย
แก่น - แก้โรคกระษัยไตพิการ แก้กระษัยดาน แก้กระษัยเสียด แก้กระษัยกล่อน แก้กระษัยลมพานไส้ แก้กระษัยทำให้ท้องผูก แก้ดวงจิตขุ่นมัว ระส่ำระสาย แก้นอนไม่หลับ แก้เบื่ออาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ปัสสาวะกระปริบกระปรอย ถ่ายพยาธิ พยาธิตัวตืด แก้ท้องโรพุงโต แก้จุกผามม้ามย้อย แก้ฝีในท้อง แก้ปวด แก้เคือง กระจายโลหิต
ราก - แก้ไข้ แก้กระษัยเส้นเอ็น ขับพยาธิ แก้ไข้เพื่อฝีภายใน แก้พิษร้อน
เปลือก - แก้ไข้
วิธีและปริมาณที่ใช้
ผงปวกหาด เตรียมได้โดยการเอา แก่นมะหาดมาต้มเคี่ยวด้วยน้ำไปนานจนเกิดฟองขึ้น แล้วช้อนฟองขึ้นมาตากแห้ง จะได้ผงสีเหลือง นำมาบดให้เป็นผงละเอียด ขนาดรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา (ประมาณ 3-5 กรัม) รับประทานกับน้ำสุกเย็น ก่อนอาหารเช้า หลังจากรับประทานยาปวกหาดแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ให้รับประทานดีเกลือ หรือยาถ่ายตาม เพื่อระบายท้อง จะถ่ายพยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือนออกหมด สำหรับผู้ถ่ายพยาธิตัวตืด ใช้ผงมะหาด 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานครั้งเดียว อีก 2 ชั่วโมงต่อมาให้รับประทานยาถ่ายตาม สำหรับเด็ก ใช้ยาครึ่งช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ รับประทานครั้งเดียว อีก 2 ชั่วโมงต่อมาจึงรับประทานยาถ่ายตา
อาการข้างเคียง
ผู้ป่วยบางราย มีอาการแพ้ มีผื่นคันขึ้นทั้งตัว หน้าแดง ผิวหนังแดง คัน ตาแดง มีไข้ อาการจะหายไปภายใน 1-2 วัน
ข้อควรระวัง : ห้ามรับประทานผงปวกหาดกับน้ำร้อน จะทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้
ผลการศึกษาของมะหาด
นัก ศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิจัยพบยาป้องกันผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผมจากต้นมะหาด โดยทดสอบกับผู้ที่มีปัญหาศีรษะล้าน ผมร่วง ผมบาง กว่า 100 ราย ได้ผลดีมาก ผมเริ่มงอกภายใน 60 วัน โดยไม่พบผลข้างเคียง
คุณปราณี ศิริบูรณ์พิพัฒนา ข้าราชการ ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโท คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ขณะนี้สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว) เปิดเผยว่า เดิมใบหน้าของตนเป็นฝ้าและจากการติดตามข้อมูลข่าวสารพบว่า ลำต้นมะหาดสามารถช่วยลดฝ้าทำให้หน้าขาวได้ จึงได้นำเนื้อไม้และแก่นต้นมะหาดมาต้มเอาน้ำทาบนใบหน้า ผลปรากฏว่าฝ้าหายไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขนคิ้ว ซึ่งขึ้นมาดกจนผิดปกติ จึงได้ศึกษาอย่างจริงจังและสกัดเป็นน้ำทาศีรษะบริเวณที่ผมบางให้กับคุณพ่อ ซึ่งอายุ 74 ปี ใช้เวลาเพียง 45 วัน ผลปรากฏว่าผมของพ่อเกิดขึ้นหนากว่าเดิม จากนั้นจึงพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ เป็นเวลาร่วม 2 ปี ได้ทดลองกับอาสาสมัครกว่า 100 ราย ได้ผลดีมาก โดยไม่มีผลข้างเคียง และได้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว
สำหรับ ผลิตภัณฑ์น้ำยาปลูกผมจากต้นมะหาดนี้เป็นสมุนไพร 100% ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่มีสารเคมี เป็นน้ำใสๆ ไม่มีสารแต่งกลิ่น แต่งสีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีกลิ่นเหม็น ได้ส่งให้กรมวิทยาศาสตร์บริการตรวจแล้ว ไม่พบความเป็นพิษกับคน โดยมีส่วนผสมประกอบด้วยสารจากมะหาด 80% ส่วนอีก 20% เป็นสมุนไพร 7 ชนิด และจากการศึกษาพบว่า มีสรรพคุณยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำให้ผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้น ผมด้วย
คุณอำพน ศิริคำ อาชีพรับราชการในจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ผมเริ่มหงอกเมื่ออายุประมาณ 30 ปี ระยะแรกก็ถอนออกบ้างแต่ต่อมาหงอกมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยต้องโกรกผม โดยโกรกผมทุก 15-20 วัน ผมร่วงสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ผมบาง นอกจากนี้ บริเวณเหนือหน้าผากมุมซ้ายและขวาค่อยๆ หลุดร่วงไปทีละเล็กทีละน้อย นานวันเข้าจะมีลักษณะเป็นง่าม แต่ภายหลังจากใช้ยานี้ 1 เดือน ผมหยุดร่วงชัดเจนมาก และเมื่อใช้ครบ 2 เดือน ปรากฏว่าผมงอกขึ้นมา และหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูหนาวทุกปี มักจะประสบปัญหารังแค แต่หลังจากใช้ยาตัวนี้แล้วกลับไม่พบรังแคแต่อย่างใด
ร.ต.ท.พันธ์ ศักดิ์ ศิริคำ อดีตตำรวจสังกัด สภ.หนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น เกษียณอายุราชการมาแล้ว 5 ปี โกรกผมมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ผมร่วงสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ผมบางมาก (มองเห็นหนังศีรษะ) ก่อนใช้ยานี้ผมร่วงค่อนข้างมาก แต่ภายหลังใช้ยานี้ประมาณ 1 เดือน ผมหยุดร่วง และเมื่อใช้ครบ 40 วัน มีผมงอกออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าผมเดิมที่มีอยู่ 2-3 เท่า และเมื่อผมยาว 1-2 เซนติเมตร จะมองเห็นชัดเจนมาก (แบ่งชั้นผมเก่ากับผมใหม่) และมีผมที่เริ่มงอกตามมาอีกเป็นจำนวนมาก จากนั้นได้ไปเยี่ยมอดีตเพื่อนร่วมงานที่โรงพักปรากฏว่าได้รับความสนใจมากและ ทึ่งไปตามๆ กัน และนอกจากนี้ ยังมีท่านอื่นๆ นำยานี้ไปใช้ก็เห็นผลเช่นกัน
คุณ ปราณี กล่าวอีกว่า การทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและศึกษาการใช้ สารสกัดมะหาดในคนศีรษะล้าน ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบางหรือศีรษะล้าน จะเห็นผลประมาณ 45-60 วัน ซึ่งยาสมุนไพรสูตรนี้สามารถใช้กับผู้ที่ผมร่วงจากโรคสะเก็ดเงินได้ด้วย
อนึ่ง เส้นผมของคนเราแต่ละคนมีประมาณ 1 แสนเส้น แต่ละเส้นมีอายุประมาณ 1,000 วัน (2 ปีเศษ) แต่ส่วนใหญ่มักจะร่วงก่อนกำหนด ในวัยหนุ่มสาวผมร่วงบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะมีผมงอกขึ้นมาทดแทน เมื่ออายุมากขึ้นผมงอกน้อย นานวันเข้าทำให้ผมบาง หรือล้าน ในการงอกของผม ต่อมผมที่สลัดผมมานานจะงอกช้ากว่าต่อมผมที่เพิ่งร่วงมาเมื่อเร็วๆ นี้ เช่น ต่อมผมที่สลัดผมมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จะงอกช้ากว่าต่อมผมที่เพิ่งสลัดผมมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น หากร่วงมานาน ต่อมผมบางต่อมอาจถูกปิดตาย
ดังนั้น หากต้องการคงความดูดีมีเสน่ห์ควรดูแลสุขภาพผมด้วย “กันไว้ดีกว่าแก้…แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน” หากท่านใดสนใจ ติดต่อได้ที่ ฝ่ายประสานงาน เลขที่ 226/72 หมู่ที่ 6 ถนนประชาสโมสร (ด้านหลัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 โทร. (089) 843-9778, (086) 230-0431 โทร./โทรสาร (043) 337-678
ที่มา news.enterfarm.com
bangkok-guide.z-xxl.com
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocarpus lakoocha Roxb.
วงศ์ : Moraceae
ชื่ออื่น : กาแย ขนุนป่า ตาแป ตาแปง มะหาดใบใหญ่ หาดหนุน หาด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้น สูง 15-25 เมตร ลำต้นตั้งตรง ผิวเปลือกนอกค่อนข้างขรุขระสีน้ำตาลดำ หรือสีเทาแกมน้ำตาล บริเวณเปลือกของลำต้นมักมีรอยแตก และยางไหลซึมออกมาติดต้น ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ หรือรูปยาวรี ปลายแหลม โคนเว้ามน กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ใบอ่อนมีขน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยเล็กๆ ใบแก่ขอบมักเรียบ หูใบเรียวแหลม ดอก ช่อกลมเล็กๆ สีเขียวอมเหลือง ขนาดเล็ก ออกตามง่ามใบ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่คนละช่อ แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวเมียกลีบค่อนข้างกลมมน โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกตัวผู้กลีบเป็นรูปขอบขนานปลายกลีบหยัก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน ผล เป็นผลรวม กลมแป้นใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร เปลือกนอกผิวขรุขระ เนื้อผลค่อนข้างนุ่ม สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาลเหลือง เมล็ด แต่ละผลมี 1 เมล็ด รูปรี ติดผลเดือนมีนาคม - พฤษภาคม
ส่วนที่ใช้ : แก่นต้นมะหาด อายุ 5 ปีขึ้นไป ราก เปลือก
สรรพคุณของมะหาด
แก่น - ให้ปวกหาด ใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด และพยาธิไส้เดือน ละลายกับน้ำ ทาแก้ผื่นคัน
แก่นเนื้อไม้ - แก้ขุกแน่น แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ ขับลม ผายลม แก้ผื่นคัน แก้ตานขโมย เป็นยาระบาย ถ่ายพยาธิไส้เดือนตัวกลม ถ่ายพยาธิเส้นด้าย ถ่ายพยาธิตัวตืด ขับเลือด แก้ลม ถ่ายพยาธิตัวแบน แก้กระษัย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ท้องผูกไม่ถ่าย
แก่น - แก้โรคกระษัยไตพิการ แก้กระษัยดาน แก้กระษัยเสียด แก้กระษัยกล่อน แก้กระษัยลมพานไส้ แก้กระษัยทำให้ท้องผูก แก้ดวงจิตขุ่นมัว ระส่ำระสาย แก้นอนไม่หลับ แก้เบื่ออาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ปัสสาวะกระปริบกระปรอย ถ่ายพยาธิ พยาธิตัวตืด แก้ท้องโรพุงโต แก้จุกผามม้ามย้อย แก้ฝีในท้อง แก้ปวด แก้เคือง กระจายโลหิต
ราก - แก้ไข้ แก้กระษัยเส้นเอ็น ขับพยาธิ แก้ไข้เพื่อฝีภายใน แก้พิษร้อน
เปลือก - แก้ไข้
วิธีและปริมาณที่ใช้
ผงปวกหาด เตรียมได้โดยการเอา แก่นมะหาดมาต้มเคี่ยวด้วยน้ำไปนานจนเกิดฟองขึ้น แล้วช้อนฟองขึ้นมาตากแห้ง จะได้ผงสีเหลือง นำมาบดให้เป็นผงละเอียด ขนาดรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา (ประมาณ 3-5 กรัม) รับประทานกับน้ำสุกเย็น ก่อนอาหารเช้า หลังจากรับประทานยาปวกหาดแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ให้รับประทานดีเกลือ หรือยาถ่ายตาม เพื่อระบายท้อง จะถ่ายพยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือนออกหมด สำหรับผู้ถ่ายพยาธิตัวตืด ใช้ผงมะหาด 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานครั้งเดียว อีก 2 ชั่วโมงต่อมาให้รับประทานยาถ่ายตาม สำหรับเด็ก ใช้ยาครึ่งช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ รับประทานครั้งเดียว อีก 2 ชั่วโมงต่อมาจึงรับประทานยาถ่ายตา
อาการข้างเคียง
ผู้ป่วยบางราย มีอาการแพ้ มีผื่นคันขึ้นทั้งตัว หน้าแดง ผิวหนังแดง คัน ตาแดง มีไข้ อาการจะหายไปภายใน 1-2 วัน
ข้อควรระวัง : ห้ามรับประทานผงปวกหาดกับน้ำร้อน จะทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้
ผลการศึกษาของมะหาด
นัก ศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิจัยพบยาป้องกันผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผมจากต้นมะหาด โดยทดสอบกับผู้ที่มีปัญหาศีรษะล้าน ผมร่วง ผมบาง กว่า 100 ราย ได้ผลดีมาก ผมเริ่มงอกภายใน 60 วัน โดยไม่พบผลข้างเคียง
คุณปราณี ศิริบูรณ์พิพัฒนา ข้าราชการ ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโท คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ขณะนี้สำเร็จการศึกษาเรียบร้อยแล้ว) เปิดเผยว่า เดิมใบหน้าของตนเป็นฝ้าและจากการติดตามข้อมูลข่าวสารพบว่า ลำต้นมะหาดสามารถช่วยลดฝ้าทำให้หน้าขาวได้ จึงได้นำเนื้อไม้และแก่นต้นมะหาดมาต้มเอาน้ำทาบนใบหน้า ผลปรากฏว่าฝ้าหายไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขนคิ้ว ซึ่งขึ้นมาดกจนผิดปกติ จึงได้ศึกษาอย่างจริงจังและสกัดเป็นน้ำทาศีรษะบริเวณที่ผมบางให้กับคุณพ่อ ซึ่งอายุ 74 ปี ใช้เวลาเพียง 45 วัน ผลปรากฏว่าผมของพ่อเกิดขึ้นหนากว่าเดิม จากนั้นจึงพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆ เป็นเวลาร่วม 2 ปี ได้ทดลองกับอาสาสมัครกว่า 100 ราย ได้ผลดีมาก โดยไม่มีผลข้างเคียง และได้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว
สำหรับ ผลิตภัณฑ์น้ำยาปลูกผมจากต้นมะหาดนี้เป็นสมุนไพร 100% ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ไม่มีสารเคมี เป็นน้ำใสๆ ไม่มีสารแต่งกลิ่น แต่งสีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีกลิ่นเหม็น ได้ส่งให้กรมวิทยาศาสตร์บริการตรวจแล้ว ไม่พบความเป็นพิษกับคน โดยมีส่วนผสมประกอบด้วยสารจากมะหาด 80% ส่วนอีก 20% เป็นสมุนไพร 7 ชนิด และจากการศึกษาพบว่า มีสรรพคุณยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ทำให้ผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้น ผมด้วย
คุณอำพน ศิริคำ อาชีพรับราชการในจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ผมเริ่มหงอกเมื่ออายุประมาณ 30 ปี ระยะแรกก็ถอนออกบ้างแต่ต่อมาหงอกมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยต้องโกรกผม โดยโกรกผมทุก 15-20 วัน ผมร่วงสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ผมบาง นอกจากนี้ บริเวณเหนือหน้าผากมุมซ้ายและขวาค่อยๆ หลุดร่วงไปทีละเล็กทีละน้อย นานวันเข้าจะมีลักษณะเป็นง่าม แต่ภายหลังจากใช้ยานี้ 1 เดือน ผมหยุดร่วงชัดเจนมาก และเมื่อใช้ครบ 2 เดือน ปรากฏว่าผมงอกขึ้นมา และหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูหนาวทุกปี มักจะประสบปัญหารังแค แต่หลังจากใช้ยาตัวนี้แล้วกลับไม่พบรังแคแต่อย่างใด
ร.ต.ท.พันธ์ ศักดิ์ ศิริคำ อดีตตำรวจสังกัด สภ.หนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น เกษียณอายุราชการมาแล้ว 5 ปี โกรกผมมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ผมร่วงสะสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ผมบางมาก (มองเห็นหนังศีรษะ) ก่อนใช้ยานี้ผมร่วงค่อนข้างมาก แต่ภายหลังใช้ยานี้ประมาณ 1 เดือน ผมหยุดร่วง และเมื่อใช้ครบ 40 วัน มีผมงอกออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าผมเดิมที่มีอยู่ 2-3 เท่า และเมื่อผมยาว 1-2 เซนติเมตร จะมองเห็นชัดเจนมาก (แบ่งชั้นผมเก่ากับผมใหม่) และมีผมที่เริ่มงอกตามมาอีกเป็นจำนวนมาก จากนั้นได้ไปเยี่ยมอดีตเพื่อนร่วมงานที่โรงพักปรากฏว่าได้รับความสนใจมากและ ทึ่งไปตามๆ กัน และนอกจากนี้ ยังมีท่านอื่นๆ นำยานี้ไปใช้ก็เห็นผลเช่นกัน
คุณ ปราณี กล่าวอีกว่า การทำวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและศึกษาการใช้ สารสกัดมะหาดในคนศีรษะล้าน ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบางหรือศีรษะล้าน จะเห็นผลประมาณ 45-60 วัน ซึ่งยาสมุนไพรสูตรนี้สามารถใช้กับผู้ที่ผมร่วงจากโรคสะเก็ดเงินได้ด้วย
อนึ่ง เส้นผมของคนเราแต่ละคนมีประมาณ 1 แสนเส้น แต่ละเส้นมีอายุประมาณ 1,000 วัน (2 ปีเศษ) แต่ส่วนใหญ่มักจะร่วงก่อนกำหนด ในวัยหนุ่มสาวผมร่วงบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะมีผมงอกขึ้นมาทดแทน เมื่ออายุมากขึ้นผมงอกน้อย นานวันเข้าทำให้ผมบาง หรือล้าน ในการงอกของผม ต่อมผมที่สลัดผมมานานจะงอกช้ากว่าต่อมผมที่เพิ่งร่วงมาเมื่อเร็วๆ นี้ เช่น ต่อมผมที่สลัดผมมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จะงอกช้ากว่าต่อมผมที่เพิ่งสลัดผมมาเมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น หากร่วงมานาน ต่อมผมบางต่อมอาจถูกปิดตาย
ดังนั้น หากต้องการคงความดูดีมีเสน่ห์ควรดูแลสุขภาพผมด้วย “กันไว้ดีกว่าแก้…แย่แล้วจะแก้ไม่ทัน” หากท่านใดสนใจ ติดต่อได้ที่ ฝ่ายประสานงาน เลขที่ 226/72 หมู่ที่ 6 ถนนประชาสโมสร (ด้านหลัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น) ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000 โทร. (089) 843-9778, (086) 230-0431 โทร./โทรสาร (043) 337-678
ที่มา news.enterfarm.com
bangkok-guide.z-xxl.com
ป้ายกำกับ:
พืชไร่พืชสวน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



























